ตะลุยฝันสองพันไมล์ (5): มอนทรีออล – ควิเบกซิตี้

ออกจากออตตาวาเช้าตรู่ วันนี้ขับต่ออีก 280 ไมล์ (451 กิโลเมตร) มุ่งหน้าเข้ารัฐควิเบก — ดินแดนที่รู้สึกได้ทันทีว่าแตกต่างจากส่วนอื่นของแคนาดา ป้ายถนนเป็นภาษาฝรั่งเศส วิทยุในรถพูดฝรั่งเศส คนในร้านทักทายเป็นฝรั่งเศสก่อนเสมอ และถ้าเราตอบเป็นอังกฤษ ก็ยังตอบเป็นฝรั่งเศสต่อ (อุปนิสัยที่คนเดินทางต้องปรับตัว)

สองเมืองในหนึ่งวัน: มอนทรีออลก่อนบ่าย แล้วต่อควิเบกซิตี้ก่อนพระอาทิตย์ตก


มอนทรีออล (Montreal)

มอนทรีออลเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐควิเบก และใหญ่เป็นอันดับสองของแคนาดา รองจากโตรอนโต ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ Saint Lawrence ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐ กว้าง 14 กิโลเมตร ยาว 51 กิโลเมตร เดิมชื่อ Ville-Marie (City of Mary) ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Montreal — น่าจะมาจากชื่อ Mont Royal ภูเขาไฟเก่าแก่ใจกลางเมืองที่ยังคงเห็นได้ชัดเจน

ภาษาทางการของมอนทรีออลคือฝรั่งเศส และเมืองนี้คือเมืองที่มีประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสมากที่สุดเป็นอันดับสองในโลก รองจากปารีสเท่านั้น — ฟังดูใหญ่โตมาก แต่ก็เป็นความจริง

Notre-Dame Basilica — โบสถ์ที่ข้างในสวยกว่าที่คิด

Notre-Dame Basilica เป็นโบสถ์คาทอลิกสร้างปี 1830 สถาปัตยกรรม Gothic Revival ยืนนิ่งอยู่กลางย่าน Old Montreal มาเกือบสองร้อยปี ดูจากภายนอกก็สวยแล้ว แต่ความแปลกใจอยู่ที่ข้างใน เพดานสีน้ำเงินเข้มเต็มไปด้วยดาว แสงสีทองจากเชิงเทียนและกระจกสี บรรยากาศเงียบ ขรึม และสวยถึงขนาดที่ทำให้ยืนนิ่งดูอยู่นานโดยไม่รู้ตัว

ภายนอกเรียบ ภายในตะลึง — เป็นแบบนั้นจริงๆ

บรรยากาศสวยงามภายใน Notre-Dame Basilica มอนทรีออล
ภายในโบสถ์ — สวยกว่าที่คิดไว้มาก
บรรยากาศภายใน Notre-Dame Basilica มอนทรีออล เพดานสีน้ำเงินเข้มประดับดาวและแสงสีทอง
 บรรยากาศภายใน Notre-Dame Basilica มอนทรีออล เพดานสีน้ำเงินเข้มประดับดาวและแสงสีทอง

Montreal City Hall: ศาลาว่าการเมืองมอนทรีออล

ศาลาว่าการเมืองมอนทรีออล สไตล์สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่ยืนยันคำเปรียบเปรยว่าเมืองนี้คือ “ปารีสของอเมริกาเหนือ” ได้อย่างเต็มปาก อาคารสวยงาม โดดเด่นในย่านเมืองเก่า

Parc Olympique — สนามโอลิมปิกที่หอคอยเอียง

ภาพมุมสูงของเมืองมอนทรีออล มองเห็นหอคอยเอียง The Montréal Tower ใน Parc Olympique
เครดิตภาพ: google.com
หอคอยเอียง The Montréal Tower ใน Parc Olympique มอนทรีออล
เครดิตภาพ: google.com
ภาพยามค่ำคืนของหอคอยเอียง The Montréal Tower ใน Parc Olympique มอนทรีออล
เครดิตภาพ: google.com

Parc Olympique สร้างขึ้นเพื่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1976 ตอนนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในตัวเอง ไฮไลท์คือ The Montréal Tower หอคอยรูปทรงเอียงที่สูงที่สุดในโลก (ประเภทหอคอยเอียง) ความสูง 165 เมตร (541 ฟุต) เอียง 45 องศา

ขึ้นไปยอดหอคอยด้วย Funicular Cabin — กระเช้าที่วิ่งบนราง จุผู้โดยสารได้ 76 คน ใช้เวลาแค่ราวสองนาที แต่ประสบการณ์เอียงๆ แบบนั้นแปลกดี บนยอดเป็นจุดชมวิวมอนทรีออล 360 องศา

จากหอคอยมองลงไป เห็น Olympic Village หมู่บ้านนักกีฬาจากโอลิมปิก 1976 ที่ยังอยู่ในสภาพดีและใช้งานได้อยู่

Olympic Village — หมู่บ้านนักกีฬาจากโอลิมปิก 1976

อาหารเย็นวันนี้เป็นดินเนอร์เซ็ตสุดหรูที่ร้าน Senateur Restaurant ในมอนทรีออล แต่กินแล้วก็อดคิดถึงชายสี่บะหมี่เกี๊ยวหน้าร้านเซเว่นฯแถวบ้านยังไงบอกไม่ถูก 😁


ควิเบกซิตี้ (Quebec City)

บรรยากาศเมืองเก่าควิเบกซิตี้ Vieux-Québec สถาปัตยกรรมยุโรปริมแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์
สัมผัสแรกของ Vieux-Québec — ยุโรปกลางแคนาดา

ควิเบกซิตี้เป็นเมืองหลวงของรัฐควิเบก และเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐ รองจากมอนทรีออล อยู่ห่างออกไปประมาณ 233 กิโลเมตร

ชื่อ “Quebec” มาจากภาษาอัลกอนควิน (Algonquin) คำว่า Kébec แปลว่า “จุดที่แม่น้ำแคบเข้า” เพราะที่ตั้งเมืองอยู่ตรงจุดที่แม่น้ำ Saint Lawrence แคบที่สุดพอดี ก่อตั้งปี 1608 ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ ย่านเมืองเก่า Vieux-Québec ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO ปี 1985 ภายใต้ชื่อ “Historic District of Old Québec”

สัมผัสแรกที่ลงจากรถ — เหมือนขับรถข้ามมหาสมุทรไปถึงยุโรปทันที ทั้งที่ยังอยู่ในแคนาดา

Vieux-Québec — เมืองเก่าสองชั้น

Vieux-Québec หรือ Old Quebec แบ่งเป็นสองส่วนตามภูมิประเทศ: Old Upper Town ที่ตั้งอยู่บนหน้าผา Cap Diamond และ Old Lower Town ที่อยู่เชิงผาริมฝั่งแม่น้ำ Saint Lawrence ไปมาระหว่างสองโซนได้ทั้งบันไดชันๆ หรือกระเช้าไฟฟ้า

Old Lower Town

เดินในย่านนี้แล้วรู้สึกได้ว่าเมืองนี้ถูกออกแบบมาให้เดิน ถนนหินแคบๆ อาคารสีสันสดใส ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ป้อมปราการเก่า — บรรยากาศยุโรปที่ไม่ต้องบินไปถึงยุโรปให้เหนื่อย

บรรยากาศ Old Lower Town ของเมืองเก่าควิเบกซิตี้ Vieux-Québec
บรรยากาศ Old Lower Town ของเมืองเก่าควิเบกซิตี้ Vieux-Québec

Notre-Dame-des-Victoires Church

โบสถ์หินโรมันคาทอลิกเล็กๆ ใน Old Lower Town สร้างปี 1687 เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาเหนือ ขนาดไม่ใหญ่แต่ประวัติศาสตร์หนักมาก

Notre-Dame-des-Victoires Church มุมมองด้านหน้า

มองจากด้านล่างขึ้นไปจะเห็นสถานีกระเช้าที่ใช้ขึ้นไปยัง Old Upper Town อยู่ไกลๆ — ขึ้นบันไดก็ได้ถ้าอยากออกกำลัง (และเราเลือกเดินขึ้น..)

Old Upper Town: เสน่ห์เหนือกาลเวลาบนหน้าผา Cap Diamond

ถ้า Old Lower Town คือความคึกคักริมน้ำ Old Upper Town ก็คือหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะประวัติศาสตร์ของควิเบกซิตี้

การเดินเที่ยวในย่านนี้ไม่ใช่แค่การชมตึก แต่เป็นการย้อนเวลาไปสู่ยุคที่เมืองนี้ยังเป็นป้อมปราการสำคัญ ถนนหินที่ทอดยาวผ่านอาคารสถาปัตยกรรมยุโรปคลาสสิก มหาวิหารเก่าแก่ และสวนสาธารณะที่ร่มรื่น มันให้ความรู้สึกที่ต่างจากฝั่งริมน้ำอย่างชัดเจน เหมือนได้เปลี่ยนโหมดจาก “เมืองท่า” มาเป็น “เมืองขุนนาง” ในพริบตา

Basilique Cathédrale Notre-Dame de Québec

มหาวิหารคาทอลิกประจำเมือง ตั้งอยู่ใน Upper Town เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่คุ้มแวะมากถ้ามีเวลา

Custom House (ศุลกากรเก่า)

ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “Ancienne Douane” อาคารนี้สร้างขึ้นในช่วงปี 1872-1874 เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Beaux-Arts ที่มีความสวยงามและคลาสสิก สังเกตจากโดมและหอนาฬิกาที่เป็นเอกลักษณ์

ความสำคัญ: แต่เดิมเคยเป็นสำนักงานศุลกากร (Customs house) ของเมืองควิเบก เพราะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ติดท่าเรือจึงมีความสำคัญมากในการบริหารจัดการการค้าทางเรือในอดีต

อาคาร Ancienne Douane หรือศุลกากรเก่าในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้
อาคาร Ancienne Douane หรือศุลกากรเก่าในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้

จาก Old Upper Town สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำ Saint Lawrence ได้อย่างสุดลูกหูลูกตา เห็นแล้วก็เข้าใจว่าทำไมใครก็ตามที่ล่องเรือมาแถวนี้ในยุคสำรวจโลกถึงหยุดสร้างเมืองไว้ที่นี่

Place d’Armes: หัวใจแห่งประวัติศาสตร์บนหน้าผา

Place d’Armes คือจัตุรัสที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในย่าน Old Upper Town ในอดีตที่นี่เคยเป็นลานฝึกทหารของกองทัพฝรั่งเศส แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นจุดรวมพลที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ติดกับโรงแรมสัญลักษณ์อย่าง Château Frontenac ทำให้จัตุรัสแห่งนี้กลายเป็น “จุดศูนย์กลาง” ที่ทุกคนต้องแวะมาสัมผัสบรรยากาศความคลาสสิกของควิเบกซิตี้

UNESCO Monument: อนุสาวรีย์ยูเนสโก

สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสที่ย่านเมืองเก่าควิเบกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “แหล่งมรดกโลก” (World Heritage Site) โดย UNESCO ในปี 1985 ตัวงานประติมากรรมบรอนซ์ที่ผสานเข้ากับฐานพีระมิดแก้วสีฟ้าอย่างโดดเด่น กลายเป็นซิกเนเจอร์ที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าและประวัติศาสตร์อันล้ำค่าของเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี

อนุสาวรีย์ UNESCO ในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้ ฐานพีระมิดแก้ว
อนุสาวรีย์ UNESCO ในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้ ฐานพีระมิดแก้ว

La Découverte

อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของเขตประวัติศาสตร์เมืองเก่าควิเบก เพื่อเป็นเกียรติแก่การสำรวจและประวัติศาสตร์การเดินเรือในแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ ตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ กับทางเดินเลียบหน้าผาของ Old Upper Town ตรงจุดที่มองเห็นโรงแรม Château Frontenac ได้อย่างชัดเจน

Monument de la Foi: อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา

ตั้งอยู่ใจกลาง Place d’Armes รูปปั้นผู้หญิงบรอนซ์นี้เป็นสัญลักษณ์ของ “ศรัทธา” (Faith) เธอชูไม้กางเขนในมือขวา และถือใบปาล์มในมือซ้าย ซึ่งใบปาล์มในบริบทนี้สื่อถึงความสวมงามและการได้รับชัยชนะทางจิตวิญญาณ

ตัวรูปปั้นตั้งอยู่บนฐานน้ำพุหินสไตล์นีโอ-กอทิกที่สวยงาม เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวมักแวะถ่ายรูปเมื่อเดินเล่นในย่านประวัติศาสตร์นี้

อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา Monument de la Foi ในจัตุรัส Place d'Armes ควิเบกซิตี้

อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นในปี 1915 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 300 ปีของการนำคริสต์ศาสนาเข้ามาสู่แคนาดา โดยกลุ่มคณะนักบวช Recollets (Pères Récollets) ซึ่งเป็นคณะนักบวชคาทอลิกกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงนิวฝรั่งเศส (New France) ในปี 1615

อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา Monument de la Foi ในจัตุรัส Place d'Armes ควิเบกซิตี้

โรงเเรมแฟร์มอนต์ เลอ ชาโต ฟรองเทอนัค (Fairmont Le Château Frontenac)

Château Frontenac คือโรงแรมที่มองเห็นได้จากทุกมุมของ Quebec City และกลายเป็น icon ของเมืองโดยปริยาย สร้างในปี 1893 สถาปัตยกรรมสไตล์ Châteauesque ดูราวกับปราสาทในเทพนิยายยุโรปที่หลุดออกมา ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่พักสุดหรู แต่ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งประวัติศาสตร์แห่งชาติของแคนาดา (National Historic Site of Canada)

ด้วยดีไซน์หลังคาทรงสูงและกำแพงอิฐสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ไม่ว่าใครที่มาเยือนเมืองนี้ก็ต้องหยุดมองและหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกความประทับใจกับ “ไอคอน” ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเอาไว้เสมอ

โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac แลนด์มาร์คสำคัญบนหน้าผาเมืองควิเบกซิตี้
โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac แลนด์มาร์คสำคัญบนหน้าผาเมืองควิเบกซิตี้
โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac แลนด์มาร์คสำคัญบนหน้าผาเมืองควิเบกซิตี้
โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac

เราไม่ได้เข้าพัก แต่เดินเวียนชมรอบนอกก็คุ้มแล้ว

ทางเข้าโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac

Restaurant 1640

จัตุรัส Place d'Armes มองเห็นร้านอาหาร Restaurant 1640 อยู่เบื้องหลัง
หน้าร้าน Restaurant 1640 ย่านเมืองเก่าใกล้จัตุรัส Place d'Armes

ไหนๆ ก็มาถึงควิเบกซิตี้แล้ว ก็ขอฝากท้องไว้เป็นที่ระลึกด้วย Restaurant 1640 ร้านอาหารในย่านเมืองเก่าใกล้กับจตุรัส Place d’Armes ที่ชื่อนั้นบอกปีก่อตั้งไว้แล้ว บรรยากาศดีมาก เหมาะกับเมืองที่รู้สึกว่าเดินหลุดเข้าไปในยุโรปอยู่ตลอดเวลา

หน้าร้าน Restaurant 1640 ย่านเมืองเก่าใกล้จัตุรัส Place d'Armes

ข้อมูลควรรู้ก่อนไป

สถานที่รายละเอียด
Notre-Dame Basilica, Montrealค่าเข้าชม และรอบ AURA (แสงสีเสียงช่วงเย็น) [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ basiliquenotredame.ca]
Parc Olympique + Montréal Towerค่าขึ้น Funicular Cabin และตารางเวลาเปิด [ตรวจสอบที่ parcolympique.qc.ca]
Vieux-Québec, Quebec Cityเดินชมได้ฟรี กระเช้าขึ้น Upper Town มีค่าใช้จ่าย บันได Breakneck Steps ฟรี [ข้อมูลเพิ่มเติม: quebec-cite.com]
Château Frontenacเข้าพักหรือแวะดื่มชาในล็อบบี้ได้ [ตรวจสอบราคาล่าสุดที่ fairmont.com]
Montreal → Quebec Cityประมาณ 233 กม. ขับรถ ~2.5 ชั่วโมง / มีรถไฟ VIA Rail [ตรวจเพิ่มเติม: viarail.ca]

วันนี้ข้ามสองเมือง สองโบสถ์ หนึ่งสนามโอลิมปิก และหนึ่งปราสาทโรงแรมที่สวยสุดในทริปนี้ ควิเบกซิตี้เป็นเมืองที่อยากกลับมานอนพักสักคืนหรือสองคืน ดูช้าลงกว่านี้ — แต่วันนี้เราทำได้แค่ดูผ่านๆ แล้วเดินต่อ

\O.O/

← ตะลุยฝันสองพันไมล์ (4): โตรอนโต-ออตตาวา  |  ตะลุยฝันสองพันไมล์ (6): บอสตัน-นิวยอร์ก →

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *