

ออกจากออตตาวาเช้าตรู่ วันนี้ขับต่ออีก 280 ไมล์ (451 กิโลเมตร) มุ่งหน้าเข้ารัฐควิเบก — ดินแดนที่รู้สึกได้ทันทีว่าแตกต่างจากส่วนอื่นของแคนาดา ป้ายถนนเป็นภาษาฝรั่งเศส วิทยุในรถพูดฝรั่งเศส คนในร้านทักทายเป็นฝรั่งเศสก่อนเสมอ และถ้าเราตอบเป็นอังกฤษ ก็ยังตอบเป็นฝรั่งเศสต่อ (อุปนิสัยที่คนเดินทางต้องปรับตัว)
สองเมืองในหนึ่งวัน: มอนทรีออลก่อนบ่าย แล้วต่อควิเบกซิตี้ก่อนพระอาทิตย์ตก
มอนทรีออล (Montreal)
มอนทรีออลเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐควิเบก และใหญ่เป็นอันดับสองของแคนาดา รองจากโตรอนโต ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ Saint Lawrence ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐ กว้าง 14 กิโลเมตร ยาว 51 กิโลเมตร เดิมชื่อ Ville-Marie (City of Mary) ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Montreal — น่าจะมาจากชื่อ Mont Royal ภูเขาไฟเก่าแก่ใจกลางเมืองที่ยังคงเห็นได้ชัดเจน
ภาษาทางการของมอนทรีออลคือฝรั่งเศส และเมืองนี้คือเมืองที่มีประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสมากที่สุดเป็นอันดับสองในโลก รองจากปารีสเท่านั้น — ฟังดูใหญ่โตมาก แต่ก็เป็นความจริง
Notre-Dame Basilica — โบสถ์ที่ข้างในสวยกว่าที่คิด

Notre-Dame Basilica เป็นโบสถ์คาทอลิกสร้างปี 1830 สถาปัตยกรรม Gothic Revival ยืนนิ่งอยู่กลางย่าน Old Montreal มาเกือบสองร้อยปี ดูจากภายนอกก็สวยแล้ว แต่ความแปลกใจอยู่ที่ข้างใน เพดานสีน้ำเงินเข้มเต็มไปด้วยดาว แสงสีทองจากเชิงเทียนและกระจกสี บรรยากาศเงียบ ขรึม และสวยถึงขนาดที่ทำให้ยืนนิ่งดูอยู่นานโดยไม่รู้ตัว
ภายนอกเรียบ ภายในตะลึง — เป็นแบบนั้นจริงๆ




Montreal City Hall: ศาลาว่าการเมืองมอนทรีออล
ศาลาว่าการเมืองมอนทรีออล สไตล์สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่ยืนยันคำเปรียบเปรยว่าเมืองนี้คือ “ปารีสของอเมริกาเหนือ” ได้อย่างเต็มปาก อาคารสวยงาม โดดเด่นในย่านเมืองเก่า




Parc Olympique — สนามโอลิมปิกที่หอคอยเอียง



Parc Olympique สร้างขึ้นเพื่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1976 ตอนนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในตัวเอง ไฮไลท์คือ The Montréal Tower หอคอยรูปทรงเอียงที่สูงที่สุดในโลก (ประเภทหอคอยเอียง) ความสูง 165 เมตร (541 ฟุต) เอียง 45 องศา
ขึ้นไปยอดหอคอยด้วย Funicular Cabin — กระเช้าที่วิ่งบนราง จุผู้โดยสารได้ 76 คน ใช้เวลาแค่ราวสองนาที แต่ประสบการณ์เอียงๆ แบบนั้นแปลกดี บนยอดเป็นจุดชมวิวมอนทรีออล 360 องศา






จากหอคอยมองลงไป เห็น Olympic Village หมู่บ้านนักกีฬาจากโอลิมปิก 1976 ที่ยังอยู่ในสภาพดีและใช้งานได้อยู่




อาหารเย็นวันนี้เป็นดินเนอร์เซ็ตสุดหรูที่ร้าน Senateur Restaurant ในมอนทรีออล แต่กินแล้วก็อดคิดถึงชายสี่บะหมี่เกี๊ยวหน้าร้านเซเว่นฯแถวบ้านยังไงบอกไม่ถูก 😁









ควิเบกซิตี้ (Quebec City)

ควิเบกซิตี้เป็นเมืองหลวงของรัฐควิเบก และเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐ รองจากมอนทรีออล อยู่ห่างออกไปประมาณ 233 กิโลเมตร
ชื่อ “Quebec” มาจากภาษาอัลกอนควิน (Algonquin) คำว่า Kébec แปลว่า “จุดที่แม่น้ำแคบเข้า” เพราะที่ตั้งเมืองอยู่ตรงจุดที่แม่น้ำ Saint Lawrence แคบที่สุดพอดี ก่อตั้งปี 1608 ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ ย่านเมืองเก่า Vieux-Québec ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO ปี 1985 ภายใต้ชื่อ “Historic District of Old Québec”
สัมผัสแรกที่ลงจากรถ — เหมือนขับรถข้ามมหาสมุทรไปถึงยุโรปทันที ทั้งที่ยังอยู่ในแคนาดา
Vieux-Québec — เมืองเก่าสองชั้น
Vieux-Québec หรือ Old Quebec แบ่งเป็นสองส่วนตามภูมิประเทศ: Old Upper Town ที่ตั้งอยู่บนหน้าผา Cap Diamond และ Old Lower Town ที่อยู่เชิงผาริมฝั่งแม่น้ำ Saint Lawrence ไปมาระหว่างสองโซนได้ทั้งบันไดชันๆ หรือกระเช้าไฟฟ้า
Old Lower Town
เดินในย่านนี้แล้วรู้สึกได้ว่าเมืองนี้ถูกออกแบบมาให้เดิน ถนนหินแคบๆ อาคารสีสันสดใส ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ป้อมปราการเก่า — บรรยากาศยุโรปที่ไม่ต้องบินไปถึงยุโรปให้เหนื่อย






Notre-Dame-des-Victoires Church
โบสถ์หินโรมันคาทอลิกเล็กๆ ใน Old Lower Town สร้างปี 1687 เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาเหนือ ขนาดไม่ใหญ่แต่ประวัติศาสตร์หนักมาก


มองจากด้านล่างขึ้นไปจะเห็นสถานีกระเช้าที่ใช้ขึ้นไปยัง Old Upper Town อยู่ไกลๆ — ขึ้นบันไดก็ได้ถ้าอยากออกกำลัง (และเราเลือกเดินขึ้น..)





Old Upper Town: เสน่ห์เหนือกาลเวลาบนหน้าผา Cap Diamond
ถ้า Old Lower Town คือความคึกคักริมน้ำ Old Upper Town ก็คือหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะประวัติศาสตร์ของควิเบกซิตี้
การเดินเที่ยวในย่านนี้ไม่ใช่แค่การชมตึก แต่เป็นการย้อนเวลาไปสู่ยุคที่เมืองนี้ยังเป็นป้อมปราการสำคัญ ถนนหินที่ทอดยาวผ่านอาคารสถาปัตยกรรมยุโรปคลาสสิก มหาวิหารเก่าแก่ และสวนสาธารณะที่ร่มรื่น มันให้ความรู้สึกที่ต่างจากฝั่งริมน้ำอย่างชัดเจน เหมือนได้เปลี่ยนโหมดจาก “เมืองท่า” มาเป็น “เมืองขุนนาง” ในพริบตา
Basilique Cathédrale Notre-Dame de Québec

มหาวิหารคาทอลิกประจำเมือง ตั้งอยู่ใน Upper Town เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่คุ้มแวะมากถ้ามีเวลา








Custom House (ศุลกากรเก่า)
ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “Ancienne Douane” อาคารนี้สร้างขึ้นในช่วงปี 1872-1874 เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Beaux-Arts ที่มีความสวยงามและคลาสสิก สังเกตจากโดมและหอนาฬิกาที่เป็นเอกลักษณ์
ความสำคัญ: แต่เดิมเคยเป็นสำนักงานศุลกากร (Customs house) ของเมืองควิเบก เพราะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ติดท่าเรือจึงมีความสำคัญมากในการบริหารจัดการการค้าทางเรือในอดีต


จาก Old Upper Town สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำ Saint Lawrence ได้อย่างสุดลูกหูลูกตา เห็นแล้วก็เข้าใจว่าทำไมใครก็ตามที่ล่องเรือมาแถวนี้ในยุคสำรวจโลกถึงหยุดสร้างเมืองไว้ที่นี่

Place d’Armes: หัวใจแห่งประวัติศาสตร์บนหน้าผา


Place d’Armes คือจัตุรัสที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในย่าน Old Upper Town ในอดีตที่นี่เคยเป็นลานฝึกทหารของกองทัพฝรั่งเศส แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นจุดรวมพลที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ติดกับโรงแรมสัญลักษณ์อย่าง Château Frontenac ทำให้จัตุรัสแห่งนี้กลายเป็น “จุดศูนย์กลาง” ที่ทุกคนต้องแวะมาสัมผัสบรรยากาศความคลาสสิกของควิเบกซิตี้


UNESCO Monument: อนุสาวรีย์ยูเนสโก
สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสที่ย่านเมืองเก่าควิเบกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “แหล่งมรดกโลก” (World Heritage Site) โดย UNESCO ในปี 1985 ตัวงานประติมากรรมบรอนซ์ที่ผสานเข้ากับฐานพีระมิดแก้วสีฟ้าอย่างโดดเด่น กลายเป็นซิกเนเจอร์ที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าและประวัติศาสตร์อันล้ำค่าของเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี


La Découverte
อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของเขตประวัติศาสตร์เมืองเก่าควิเบก เพื่อเป็นเกียรติแก่การสำรวจและประวัติศาสตร์การเดินเรือในแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ ตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ กับทางเดินเลียบหน้าผาของ Old Upper Town ตรงจุดที่มองเห็นโรงแรม Château Frontenac ได้อย่างชัดเจน


Monument de la Foi: อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา
ตั้งอยู่ใจกลาง Place d’Armes รูปปั้นผู้หญิงบรอนซ์นี้เป็นสัญลักษณ์ของ “ศรัทธา” (Faith) เธอชูไม้กางเขนในมือขวา และถือใบปาล์มในมือซ้าย ซึ่งใบปาล์มในบริบทนี้สื่อถึงความสวมงามและการได้รับชัยชนะทางจิตวิญญาณ
ตัวรูปปั้นตั้งอยู่บนฐานน้ำพุหินสไตล์นีโอ-กอทิกที่สวยงาม เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวมักแวะถ่ายรูปเมื่อเดินเล่นในย่านประวัติศาสตร์นี้

อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นในปี 1915 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 300 ปีของการนำคริสต์ศาสนาเข้ามาสู่แคนาดา โดยกลุ่มคณะนักบวช Recollets (Pères Récollets) ซึ่งเป็นคณะนักบวชคาทอลิกกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงนิวฝรั่งเศส (New France) ในปี 1615

โรงเเรมแฟร์มอนต์ เลอ ชาโต ฟรองเทอนัค (Fairmont Le Château Frontenac)
Château Frontenac คือโรงแรมที่มองเห็นได้จากทุกมุมของ Quebec City และกลายเป็น icon ของเมืองโดยปริยาย สร้างในปี 1893 สถาปัตยกรรมสไตล์ Châteauesque ดูราวกับปราสาทในเทพนิยายยุโรปที่หลุดออกมา ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่พักสุดหรู แต่ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งประวัติศาสตร์แห่งชาติของแคนาดา (National Historic Site of Canada)
ด้วยดีไซน์หลังคาทรงสูงและกำแพงอิฐสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ไม่ว่าใครที่มาเยือนเมืองนี้ก็ต้องหยุดมองและหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกความประทับใจกับ “ไอคอน” ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเอาไว้เสมอ




เราไม่ได้เข้าพัก แต่เดินเวียนชมรอบนอกก็คุ้มแล้ว











Restaurant 1640


ไหนๆ ก็มาถึงควิเบกซิตี้แล้ว ก็ขอฝากท้องไว้เป็นที่ระลึกด้วย Restaurant 1640 ร้านอาหารในย่านเมืองเก่าใกล้กับจตุรัส Place d’Armes ที่ชื่อนั้นบอกปีก่อตั้งไว้แล้ว บรรยากาศดีมาก เหมาะกับเมืองที่รู้สึกว่าเดินหลุดเข้าไปในยุโรปอยู่ตลอดเวลา




ข้อมูลควรรู้ก่อนไป
| สถานที่ | รายละเอียด |
|---|---|
| Notre-Dame Basilica, Montreal | ค่าเข้าชม และรอบ AURA (แสงสีเสียงช่วงเย็น) [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ basiliquenotredame.ca] |
| Parc Olympique + Montréal Tower | ค่าขึ้น Funicular Cabin และตารางเวลาเปิด [ตรวจสอบที่ parcolympique.qc.ca] |
| Vieux-Québec, Quebec City | เดินชมได้ฟรี กระเช้าขึ้น Upper Town มีค่าใช้จ่าย บันได Breakneck Steps ฟรี [ข้อมูลเพิ่มเติม: quebec-cite.com] |
| Château Frontenac | เข้าพักหรือแวะดื่มชาในล็อบบี้ได้ [ตรวจสอบราคาล่าสุดที่ fairmont.com] |
| Montreal → Quebec City | ประมาณ 233 กม. ขับรถ ~2.5 ชั่วโมง / มีรถไฟ VIA Rail [ตรวจเพิ่มเติม: viarail.ca] |
วันนี้ข้ามสองเมือง สองโบสถ์ หนึ่งสนามโอลิมปิก และหนึ่งปราสาทโรงแรมที่สวยสุดในทริปนี้ ควิเบกซิตี้เป็นเมืองที่อยากกลับมานอนพักสักคืนหรือสองคืน ดูช้าลงกว่านี้ — แต่วันนี้เราทำได้แค่ดูผ่านๆ แล้วเดินต่อ
\O.O/
← ตะลุยฝันสองพันไมล์ (4): โตรอนโต-ออตตาวา | ตะลุยฝันสองพันไมล์ (6): บอสตัน-นิวยอร์ก →















































































































