Category: แคนาดา

  • ตะลุยฝันสองพันไมล์ (5): มอนทรีออล – ควิเบกซิตี้

    ออกจากออตตาวาเช้าตรู่ วันนี้ขับต่ออีก 280 ไมล์ (451 กิโลเมตร) มุ่งหน้าเข้ารัฐควิเบก — ดินแดนที่รู้สึกได้ทันทีว่าแตกต่างจากส่วนอื่นของแคนาดา ป้ายถนนเป็นภาษาฝรั่งเศส วิทยุในรถพูดฝรั่งเศส คนในร้านทักทายเป็นฝรั่งเศสก่อนเสมอ และถ้าเราตอบเป็นอังกฤษ ก็ยังตอบเป็นฝรั่งเศสต่อ (อุปนิสัยที่คนเดินทางต้องปรับตัว)

    สองเมืองในหนึ่งวัน: มอนทรีออลก่อนบ่าย แล้วต่อควิเบกซิตี้ก่อนพระอาทิตย์ตก


    มอนทรีออล (Montreal)

    มอนทรีออลเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐควิเบก และใหญ่เป็นอันดับสองของแคนาดา รองจากโตรอนโต ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ Saint Lawrence ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐ กว้าง 14 กิโลเมตร ยาว 51 กิโลเมตร เดิมชื่อ Ville-Marie (City of Mary) ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Montreal — น่าจะมาจากชื่อ Mont Royal ภูเขาไฟเก่าแก่ใจกลางเมืองที่ยังคงเห็นได้ชัดเจน

    ภาษาทางการของมอนทรีออลคือฝรั่งเศส และเมืองนี้คือเมืองที่มีประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสมากที่สุดเป็นอันดับสองในโลก รองจากปารีสเท่านั้น — ฟังดูใหญ่โตมาก แต่ก็เป็นความจริง

    Notre-Dame Basilica — โบสถ์ที่ข้างในสวยกว่าที่คิด

    Notre-Dame Basilica เป็นโบสถ์คาทอลิกสร้างปี 1830 สถาปัตยกรรม Gothic Revival ยืนนิ่งอยู่กลางย่าน Old Montreal มาเกือบสองร้อยปี ดูจากภายนอกก็สวยแล้ว แต่ความแปลกใจอยู่ที่ข้างใน เพดานสีน้ำเงินเข้มเต็มไปด้วยดาว แสงสีทองจากเชิงเทียนและกระจกสี บรรยากาศเงียบ ขรึม และสวยถึงขนาดที่ทำให้ยืนนิ่งดูอยู่นานโดยไม่รู้ตัว

    ภายนอกเรียบ ภายในตะลึง — เป็นแบบนั้นจริงๆ

    บรรยากาศสวยงามภายใน Notre-Dame Basilica มอนทรีออล
    ภายในโบสถ์ — สวยกว่าที่คิดไว้มาก
    บรรยากาศภายใน Notre-Dame Basilica มอนทรีออล เพดานสีน้ำเงินเข้มประดับดาวและแสงสีทอง
     บรรยากาศภายใน Notre-Dame Basilica มอนทรีออล เพดานสีน้ำเงินเข้มประดับดาวและแสงสีทอง

    Montreal City Hall: ศาลาว่าการเมืองมอนทรีออล

    ศาลาว่าการเมืองมอนทรีออล สไตล์สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่ยืนยันคำเปรียบเปรยว่าเมืองนี้คือ “ปารีสของอเมริกาเหนือ” ได้อย่างเต็มปาก อาคารสวยงาม โดดเด่นในย่านเมืองเก่า

    Parc Olympique — สนามโอลิมปิกที่หอคอยเอียง

    ภาพมุมสูงของเมืองมอนทรีออล มองเห็นหอคอยเอียง The Montréal Tower ใน Parc Olympique
    เครดิตภาพ: google.com
    หอคอยเอียง The Montréal Tower ใน Parc Olympique มอนทรีออล
    เครดิตภาพ: google.com
    ภาพยามค่ำคืนของหอคอยเอียง The Montréal Tower ใน Parc Olympique มอนทรีออล
    เครดิตภาพ: google.com

    Parc Olympique สร้างขึ้นเพื่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1976 ตอนนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในตัวเอง ไฮไลท์คือ The Montréal Tower หอคอยรูปทรงเอียงที่สูงที่สุดในโลก (ประเภทหอคอยเอียง) ความสูง 165 เมตร (541 ฟุต) เอียง 45 องศา

    ขึ้นไปยอดหอคอยด้วย Funicular Cabin — กระเช้าที่วิ่งบนราง จุผู้โดยสารได้ 76 คน ใช้เวลาแค่ราวสองนาที แต่ประสบการณ์เอียงๆ แบบนั้นแปลกดี บนยอดเป็นจุดชมวิวมอนทรีออล 360 องศา

    จากหอคอยมองลงไป เห็น Olympic Village หมู่บ้านนักกีฬาจากโอลิมปิก 1976 ที่ยังอยู่ในสภาพดีและใช้งานได้อยู่

    Olympic Village — หมู่บ้านนักกีฬาจากโอลิมปิก 1976

    อาหารเย็นวันนี้เป็นดินเนอร์เซ็ตสุดหรูที่ร้าน Senateur Restaurant ในมอนทรีออล แต่กินแล้วก็อดคิดถึงชายสี่บะหมี่เกี๊ยวหน้าร้านเซเว่นฯแถวบ้านยังไงบอกไม่ถูก 😁


    ควิเบกซิตี้ (Quebec City)

    บรรยากาศเมืองเก่าควิเบกซิตี้ Vieux-Québec สถาปัตยกรรมยุโรปริมแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์
    สัมผัสแรกของ Vieux-Québec — ยุโรปกลางแคนาดา

    ควิเบกซิตี้เป็นเมืองหลวงของรัฐควิเบก และเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐ รองจากมอนทรีออล อยู่ห่างออกไปประมาณ 233 กิโลเมตร

    ชื่อ “Quebec” มาจากภาษาอัลกอนควิน (Algonquin) คำว่า Kébec แปลว่า “จุดที่แม่น้ำแคบเข้า” เพราะที่ตั้งเมืองอยู่ตรงจุดที่แม่น้ำ Saint Lawrence แคบที่สุดพอดี ก่อตั้งปี 1608 ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ ย่านเมืองเก่า Vieux-Québec ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO ปี 1985 ภายใต้ชื่อ “Historic District of Old Québec”

    สัมผัสแรกที่ลงจากรถ — เหมือนขับรถข้ามมหาสมุทรไปถึงยุโรปทันที ทั้งที่ยังอยู่ในแคนาดา

    Vieux-Québec — เมืองเก่าสองชั้น

    Vieux-Québec หรือ Old Quebec แบ่งเป็นสองส่วนตามภูมิประเทศ: Old Upper Town ที่ตั้งอยู่บนหน้าผา Cap Diamond และ Old Lower Town ที่อยู่เชิงผาริมฝั่งแม่น้ำ Saint Lawrence ไปมาระหว่างสองโซนได้ทั้งบันไดชันๆ หรือกระเช้าไฟฟ้า

    Old Lower Town

    เดินในย่านนี้แล้วรู้สึกได้ว่าเมืองนี้ถูกออกแบบมาให้เดิน ถนนหินแคบๆ อาคารสีสันสดใส ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ป้อมปราการเก่า — บรรยากาศยุโรปที่ไม่ต้องบินไปถึงยุโรปให้เหนื่อย

    บรรยากาศ Old Lower Town ของเมืองเก่าควิเบกซิตี้ Vieux-Québec
    บรรยากาศ Old Lower Town ของเมืองเก่าควิเบกซิตี้ Vieux-Québec

    Notre-Dame-des-Victoires Church

    โบสถ์หินโรมันคาทอลิกเล็กๆ ใน Old Lower Town สร้างปี 1687 เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาเหนือ ขนาดไม่ใหญ่แต่ประวัติศาสตร์หนักมาก

    Notre-Dame-des-Victoires Church มุมมองด้านหน้า

    มองจากด้านล่างขึ้นไปจะเห็นสถานีกระเช้าที่ใช้ขึ้นไปยัง Old Upper Town อยู่ไกลๆ — ขึ้นบันไดก็ได้ถ้าอยากออกกำลัง (และเราเลือกเดินขึ้น..)

    Old Upper Town: เสน่ห์เหนือกาลเวลาบนหน้าผา Cap Diamond

    ถ้า Old Lower Town คือความคึกคักริมน้ำ Old Upper Town ก็คือหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะประวัติศาสตร์ของควิเบกซิตี้

    การเดินเที่ยวในย่านนี้ไม่ใช่แค่การชมตึก แต่เป็นการย้อนเวลาไปสู่ยุคที่เมืองนี้ยังเป็นป้อมปราการสำคัญ ถนนหินที่ทอดยาวผ่านอาคารสถาปัตยกรรมยุโรปคลาสสิก มหาวิหารเก่าแก่ และสวนสาธารณะที่ร่มรื่น มันให้ความรู้สึกที่ต่างจากฝั่งริมน้ำอย่างชัดเจน เหมือนได้เปลี่ยนโหมดจาก “เมืองท่า” มาเป็น “เมืองขุนนาง” ในพริบตา

    Basilique Cathédrale Notre-Dame de Québec

    มหาวิหารคาทอลิกประจำเมือง ตั้งอยู่ใน Upper Town เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่คุ้มแวะมากถ้ามีเวลา

    Custom House (ศุลกากรเก่า)

    ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “Ancienne Douane” อาคารนี้สร้างขึ้นในช่วงปี 1872-1874 เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Beaux-Arts ที่มีความสวยงามและคลาสสิก สังเกตจากโดมและหอนาฬิกาที่เป็นเอกลักษณ์

    ความสำคัญ: แต่เดิมเคยเป็นสำนักงานศุลกากร (Customs house) ของเมืองควิเบก เพราะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ติดท่าเรือจึงมีความสำคัญมากในการบริหารจัดการการค้าทางเรือในอดีต

    อาคาร Ancienne Douane หรือศุลกากรเก่าในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้
    อาคาร Ancienne Douane หรือศุลกากรเก่าในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้

    จาก Old Upper Town สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำ Saint Lawrence ได้อย่างสุดลูกหูลูกตา เห็นแล้วก็เข้าใจว่าทำไมใครก็ตามที่ล่องเรือมาแถวนี้ในยุคสำรวจโลกถึงหยุดสร้างเมืองไว้ที่นี่

    Place d’Armes: หัวใจแห่งประวัติศาสตร์บนหน้าผา

    Place d’Armes คือจัตุรัสที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในย่าน Old Upper Town ในอดีตที่นี่เคยเป็นลานฝึกทหารของกองทัพฝรั่งเศส แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นจุดรวมพลที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ติดกับโรงแรมสัญลักษณ์อย่าง Château Frontenac ทำให้จัตุรัสแห่งนี้กลายเป็น “จุดศูนย์กลาง” ที่ทุกคนต้องแวะมาสัมผัสบรรยากาศความคลาสสิกของควิเบกซิตี้

    UNESCO Monument: อนุสาวรีย์ยูเนสโก

    สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสที่ย่านเมืองเก่าควิเบกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “แหล่งมรดกโลก” (World Heritage Site) โดย UNESCO ในปี 1985 ตัวงานประติมากรรมบรอนซ์ที่ผสานเข้ากับฐานพีระมิดแก้วสีฟ้าอย่างโดดเด่น กลายเป็นซิกเนเจอร์ที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าและประวัติศาสตร์อันล้ำค่าของเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี

    อนุสาวรีย์ UNESCO ในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้ ฐานพีระมิดแก้ว
    อนุสาวรีย์ UNESCO ในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้ ฐานพีระมิดแก้ว

    La Découverte

    อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของเขตประวัติศาสตร์เมืองเก่าควิเบก เพื่อเป็นเกียรติแก่การสำรวจและประวัติศาสตร์การเดินเรือในแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ ตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ กับทางเดินเลียบหน้าผาของ Old Upper Town ตรงจุดที่มองเห็นโรงแรม Château Frontenac ได้อย่างชัดเจน

    Monument de la Foi: อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา

    ตั้งอยู่ใจกลาง Place d’Armes รูปปั้นผู้หญิงบรอนซ์นี้เป็นสัญลักษณ์ของ “ศรัทธา” (Faith) เธอชูไม้กางเขนในมือขวา และถือใบปาล์มในมือซ้าย ซึ่งใบปาล์มในบริบทนี้สื่อถึงความสวมงามและการได้รับชัยชนะทางจิตวิญญาณ

    ตัวรูปปั้นตั้งอยู่บนฐานน้ำพุหินสไตล์นีโอ-กอทิกที่สวยงาม เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวมักแวะถ่ายรูปเมื่อเดินเล่นในย่านประวัติศาสตร์นี้

    อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา Monument de la Foi ในจัตุรัส Place d'Armes ควิเบกซิตี้

    อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นในปี 1915 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 300 ปีของการนำคริสต์ศาสนาเข้ามาสู่แคนาดา โดยกลุ่มคณะนักบวช Recollets (Pères Récollets) ซึ่งเป็นคณะนักบวชคาทอลิกกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงนิวฝรั่งเศส (New France) ในปี 1615

    อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา Monument de la Foi ในจัตุรัส Place d'Armes ควิเบกซิตี้

    โรงเเรมแฟร์มอนต์ เลอ ชาโต ฟรองเทอนัค (Fairmont Le Château Frontenac)

    Château Frontenac คือโรงแรมที่มองเห็นได้จากทุกมุมของ Quebec City และกลายเป็น icon ของเมืองโดยปริยาย สร้างในปี 1893 สถาปัตยกรรมสไตล์ Châteauesque ดูราวกับปราสาทในเทพนิยายยุโรปที่หลุดออกมา ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่พักสุดหรู แต่ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งประวัติศาสตร์แห่งชาติของแคนาดา (National Historic Site of Canada)

    ด้วยดีไซน์หลังคาทรงสูงและกำแพงอิฐสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ไม่ว่าใครที่มาเยือนเมืองนี้ก็ต้องหยุดมองและหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกความประทับใจกับ “ไอคอน” ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเอาไว้เสมอ

    โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac แลนด์มาร์คสำคัญบนหน้าผาเมืองควิเบกซิตี้
    โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac แลนด์มาร์คสำคัญบนหน้าผาเมืองควิเบกซิตี้
    โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac แลนด์มาร์คสำคัญบนหน้าผาเมืองควิเบกซิตี้
    โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac

    เราไม่ได้เข้าพัก แต่เดินเวียนชมรอบนอกก็คุ้มแล้ว

    ทางเข้าโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac

    Restaurant 1640

    จัตุรัส Place d'Armes มองเห็นร้านอาหาร Restaurant 1640 อยู่เบื้องหลัง
    หน้าร้าน Restaurant 1640 ย่านเมืองเก่าใกล้จัตุรัส Place d'Armes

    ไหนๆ ก็มาถึงควิเบกซิตี้แล้ว ก็ขอฝากท้องไว้เป็นที่ระลึกด้วย Restaurant 1640 ร้านอาหารในย่านเมืองเก่าใกล้กับจตุรัส Place d’Armes ที่ชื่อนั้นบอกปีก่อตั้งไว้แล้ว บรรยากาศดีมาก เหมาะกับเมืองที่รู้สึกว่าเดินหลุดเข้าไปในยุโรปอยู่ตลอดเวลา

    หน้าร้าน Restaurant 1640 ย่านเมืองเก่าใกล้จัตุรัส Place d'Armes

    ข้อมูลควรรู้ก่อนไป

    สถานที่รายละเอียด
    Notre-Dame Basilica, Montrealค่าเข้าชม และรอบ AURA (แสงสีเสียงช่วงเย็น) [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ basiliquenotredame.ca]
    Parc Olympique + Montréal Towerค่าขึ้น Funicular Cabin และตารางเวลาเปิด [ตรวจสอบที่ parcolympique.qc.ca]
    Vieux-Québec, Quebec Cityเดินชมได้ฟรี กระเช้าขึ้น Upper Town มีค่าใช้จ่าย บันได Breakneck Steps ฟรี [ข้อมูลเพิ่มเติม: quebec-cite.com]
    Château Frontenacเข้าพักหรือแวะดื่มชาในล็อบบี้ได้ [ตรวจสอบราคาล่าสุดที่ fairmont.com]
    Montreal → Quebec Cityประมาณ 233 กม. ขับรถ ~2.5 ชั่วโมง / มีรถไฟ VIA Rail [ตรวจเพิ่มเติม: viarail.ca]

    วันนี้ข้ามสองเมือง สองโบสถ์ หนึ่งสนามโอลิมปิก และหนึ่งปราสาทโรงแรมที่สวยสุดในทริปนี้ ควิเบกซิตี้เป็นเมืองที่อยากกลับมานอนพักสักคืนหรือสองคืน ดูช้าลงกว่านี้ — แต่วันนี้เราทำได้แค่ดูผ่านๆ แล้วเดินต่อ

    \O.O/

    ← ตะลุยฝันสองพันไมล์ (4): โตรอนโต-ออตตาวา  |  ตะลุยฝันสองพันไมล์ (6): บอสตัน-นิวยอร์ก →

  • ตะลุยฝันสองพันไมล์ (4): โตรอนโต-ออตตาวา

    ตะลุยฝันสองพันไมล์ (4): โตรอนโต-ออตตาวา

    ทิวทัศน์น้ำตกไนแอการาในยามเช้าพร้อมรายงานสภาพอากาศ

    ออกจากไนแอการา (Niagara) ตั้งแต่เช้าตรู่ วันนี้โปรแกรมแน่นเอี้ยดจนต้องร้องขอชีวิต.. เพราะเราต้องข้ามพรมแดนเข้าสู่แคนาดา แวะเช็กอินโตรอนโต ล่องเรือชมหมู่เกาะ Thousand Islands แล้วยิงยาวไปสิ้นสุดที่ออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดา รวมระยะทางวันนี้เบ็ดเสร็จประมาณ 371 ไมล์ (ฟังดูไกล ซึ่งก็ไกลจริง ๆ นั่นแหละ) แต่เมื่อมันอยู่ในแผน แผนก็ต้องเดินหน้าต่อไป.. 😊

    แผนที่เส้นทางการเดินทางจากน้ำตกไนเเอการาไปถึงออตตาวา

    ด่านพรมแดนฝั่งแคนาดาผ่านได้ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด ทิวทัศน์สองข้างทางเอาเข้าจริงก็เปลี่ยนจากแบบอเมริกันมาเป็นแบบ… ก็ยังคล้าย ๆ กันอยู่ดีนั่นแหละ (ขำแห้ง) แต่จุดที่สะดุดตาคือป้ายข้างทางที่กลายเป็นสองภาษาคือ อังกฤษและฝรั่งเศส คู่กันไป ถึงตรงนี้ก็พอให้รู้ตัวว่าเราได้ก้าวเข้าสู่แดนใบเมเปิ้ลอย่างเป็นทางการแล้ว


    โตรอนโต (Toronto) เมืองหลวงสายแบกแห่งออนแทรีโอ

    ถ้าเข้าใจว่าออตตาวาคือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดาเพราะเป็นเมืองหลวง บอกเลยว่าผิดครับ เพราะตำแหน่งเมืองหลวงของ รัฐออนแทรีโอ (Ontario) และเมืองที่ประชากรหนาแน่นที่สุด บิ๊กที่สุดในประเทศ ต้องยกให้ “โตรอนโต” ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมากกก พลเมืองกว่าครึ่งเมืองเป็นผู้อพยพมาจากทั่วทุกมุมโลก (เดินไปทางไหนก็เจอชาวเอเชียเพียบ) แถมยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเงินอันดับหนึ่งของประเทศอีกด้วย

    รอบนี้เรามีเวลาแวะโตรอนโตแบบขี่ม้าชมเมืองแค่ 3 จุดหลัก ๆ ครับ คือ Nathan Phillips Square, CN Tower และ Casa Loma

    นาธาน ฟิลลิปส์ สแควร์ (Nathan Phillips Square) จัตุรัสหัวใจของเมือง

    อาคารศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) ที่จัตุรัส Nathan Phillips

    เรามาประเดิมจุดแรกกันที่จัตุรัสใหญ่หน้า ศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) สถานที่แห่งนี้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Nathan Phillips อดีตนายกเทศมนตรีชื่อดังในช่วงปี 1955–1962

    ถ้ามาช่วงฤดูร้อน ที่นี่จะกลายเป็นโอเอซิสกลางเมือง มีคนมานั่งพักผ่อน จัดคอนเสิร์ต เสพงานศิลปะกันคึกคัก แต่ถ้ามาช่วงฤดูหนาว สระน้ำขนาดใหญ่ด้านหน้าจะแปลงร่างเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งกลางแจ้งให้คนมาวาดลวดลายกันสนุกสนาน

    จัตุรัส Nathan Phillips Square หน้าศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) สถานที่ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คสำคัญใจกลางเมืองโตรอนโต
    Photo Credit: Wikipedia
    จัตุรัส Nathan Phillips Square หน้าศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) ในฤดูร้อน
    Photo Credit: Wikipedia
    กิจกรรมในฤดูหนาวที่จัตุรัส Nathan Phillips Square หน้าศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall)
    Photo Credit: Wikipedia

    ข้าง ๆ กันนั้นมี Old City Hall ศาลาว่าการหลังเก่าสไตล์คลาสสิกที่เคยใช้งานช่วงปี 1899–1966 ตั้งตระหง่านอยู่คู่กับอาคารใหม่ เป็นภาพที่แปลกตาดีเหมือนกันที่ได้เห็นสถาปัตยกรรมสองยุคสมัยตั้งเคียงข้างกันอย่างลงตัว

    ศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) สถานที่ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คสำคัญใจกลางเมืองโตรอนโตซึ่งตั้งอยู่บนจตุรัส Nathan Phillips
    Old City Hall ศาลาว่าการหลังเก่ที่เคยใช้งานช่วงปี 1899–1966
    Nathan Phillips Square -ศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) และ Old City Hall แลนด์มาร์คสำคัญใจกลางเมืองโตรอนโต
    Photo Credit: Wikipedia
    อาคารพาณิชย์ของย่านธุรกิจใกล้เคียงกับจตุรัส Nathan Phillips

    ซีเอ็นทาวเวอร์ (CN Tower) — หอคอยที่เราเห็นแค่… ฐาน

    ภาพมุมสูงของเมืองโตรอนโต มองเห็นหอคอยซีเอ็นทาวเวอร์ ตั้งอยู่โดดเด่น
    Photo Credit: Wikipedia

    CN Tower แลนด์มาร์กความสูง 553 เมตร (1,815 ฟุต) ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1973 และเคยครองสถิติสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกยาวนานถึง 31 ปี ก่อนจะโดน ตึกเบิร์จคาลิฟา (Burj Khalifa) แห่งดูไบแย่งตำแหน่งแชมป์ไป ปัจจุบันยังคงรั้งตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในซีกโลกตะวันตก

     เดิมทีชื่อ CN ย่อมาจาก “Canadian National Railway” ตามชื่อการรถไฟที่เป็นเจ้าของโครงการในยุคแรก แต่ทุกวันนี้คนท้องถิ่นนิยมแปลให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “Canada’s National Tower” แทน

    ตัดภาพมาที่ความเป็นจริงในวันที่เราไปถึง.. หมอกลงหนาทึบมากขีดสุด! หนักชนิดที่ว่าแหงนหน้ามองขึ้นไปจนคอหักก็ยังมองไม่เห็นยอดหอคอยเลย (อันนี้เศร้าจริง) จะว่าโชคร้ายก็ใช่ แต่คิดในแง่ดีมันก็เป็นความทรงจำที่ขำแห้งดีเหมือนกัน เลยขอหยิบรูปสวย ๆ ฟ้าเปิดจาก Wikipedia มาแปะให้ดูแทนว่าจริง ๆ แล้วมันควรจะหน้าตาหล่อเหลาขนาดไหน จะได้รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง.. ^^

    ยอดของหอคอยซีเอ็นทาวเวอร์
    Photo Credit: Wikipedia
    หอคอยซีเอ็นทาวเวอร์ถ่ายจากแนวราบระยะไกล
    Photo Credit: Wikipedia

    สำหรับสายเอ็กซ์ตรีมที่ใจถึงกว่าเรา ที่นี่เขามีท้าความเสียวด้วยกิจกรรม Edge Walk เดินปล่อยใจบนขอบหลังคาหอคอยที่กว้างแค่ 1.5 เมตร บนความสูง 365 เมตร โดยมีแค่สายรัดนิรภัยรั้งไว้เท่านั้น ใครกลัวความสูงข้ามไปได้เลย ส่วนใครสายลุยและชอบท้าทายก็ลองดูได้ 😎

    กิจกรรม Edge Walk เดินบนขอบหลังคาหอคอยที่กว้างแค่ 1.5 เมตร บนความสูง 365 เมตร โดยมีแค่สายรัดนิรภัยรั้งไว้เท่านั้น
    Photo Credit: www.cntower.ca

    ข้างๆกันมีอควาเรียมชื่อดังอย่าง Ripley’s Aquarium of Canada ด้วยนะ แต่เราทำได้แค่เหลือบตามองแล้วเดินผ่าน เพราะทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล 😒

    Ripley's Aquarium of Canada ในบริเวณใกล้เคียงกับซีเอ็นทาวเวอร์

    ปราสาทคาซา โลมา (Casa Loma) คฤหาสน์หรูสไตล์โกธิคกลางเมือง

    Casa Loma Castle ส่วนทางเข้าและหอคอยของปราสาท
    บรรยากาศยุโรปกลางเมืองแคนาดา ดูเผินๆ อาจไม่คิดว่าจะมีปราสาทแบบนี้อยู่ที่นี่

    ปราสาทคาซา โลมา (Casa Loma) คือคฤหาสน์สไตล์ โกธิครีวิฟเวน (Gothic Revival) บนเนินเขาใจกลางเมืองโตรอนโต บรรยากาศเหมือนเราหลุดเข้าไปในเทพนิยายยุโรปโบราณแบบไม่คิดว่าจะมีอยู่จริงในแคนาดา

    ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกว่า 650,000 คนต่อปี ด้านในอัดแน่นไปด้วยห้องหับ ทางลับ และของใช้ดั้งเดิมที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

    Casa Loma Castle ปราสาทสไตล์ Gothic ในเมืองโตรอนโต มุมมองด้านหน้า
    🏰 ข้อมูลสำคัญของปราสาทรายละเอียด
    ชื่อภาษาสเปน“Casa Loma” แปลว่า “บ้านบนเนิน” (House on the Hill) 
    ช่วงเวลาก่อสร้างค.ศ. 1911–1914 (ใช้เวลาสร้าง 3 ปี)
    เจ้าของเดิมSir Henry Mill Pellatt นักการเงินผู้ทรงอิทธิพลชาวแคนาดา
    สถาปนิกผู้ออกแบบE.J. Lennox สถาปนิกมือหนึ่งของโตรอนโตในยุคนั้น
    งบประมาณสร้าง3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (นับเป็นมูลค่ามหาศาลในสมัยร้อยกว่าปีก่อน)
    ขนาดตัวปราสาทมีห้องทั้งหมด 98 ห้อง, 30 ห้องน้ำ และเตาผิงอีก 25 จุด
    พื้นที่สวนกว้างขวางถึง 5 เอเคอร์ (*เปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงเดือน พ.ค.–ต.ค. เท่านั้น)
    Casa Loma Castle รายละเอียดสถาปัตยกรรมและหน้าต่างโค้ง
    โถงทางเข้าของ Casa Loma Castle
    วิวจากบนหอคอยของปราสาท Casa Loma

    เดินสำรวจข้างในแล้วบอกเลยว่าเพลินตาสุดๆ ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ หอคอยคู่ (Twin Towers) ที่สามารถเดินขึ้นไปส่องวิวเมืองโตรอนโตแบบพาโนรามาได้เต็มๆ ตา

    แถมยังมี อุโมงค์และทางเดินลับ ยาวกว่า 800 ฟุตเชื่อมต่อทั่วตัวปราสาท มีห้องเก็บไวน์ใต้ดินขนาดมหึมาที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของมหาเศรษฐีต้นศตวรรษที่ 20 ได้เป็นอย่างดี

    ห้องพักผ่อนที่ตกเเต่งอย่างสวยงาม
    มุมจิบน้ำชาหน้าเตาผิง ของห้องพักผ่อนที่ตกเเต่งอย่างสวยงาม
    ห้องพักผ่อนที่ตกเเต่งอย่างสวยงาม

    ที่นี่เป็นโลเคชันถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์มาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น X-Men, The Tuxedo, Chicago หรือแม้แต่ซีรีส์ดังอย่าง Schitt’s Creek

    ห้องพักผ่อนขนาดใหญ่ที่ตกเเต่งอย่างหรูหราภายในปราสาท
    ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ที่จุคนได้เป็นจำนวนมาก
    มุมเขียนหนังสือในห้องทำงาน
    มุมเขียนหนังสือในห้องทำงาน
    Casa Loma Castle ลานด้านในปราสาท
    รถยนต์รุ่นโบราณที่ใช้ในสมัยนั้น ยังถูกอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์
    รถยนต์รุ่นโบราณที่ใช้ในสมัยนั้น ยังถูกอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์
    หุ่นเเกะสลักจากไม้เป็นตัวนกฮูกเเละหมีบนระเบียงชั้นบนของปราสาท
    ทัศนียภาพสวยงามของสวนที่มองผ่านหน้าต่างจากภายในปราสาท
    ห้องนอนเล็กที่ตกเเต่งไว้อย่างวิจิตรบรรจง
    ห้องนอนที่ตกเเต่งไว้อย่างหรูหรา วิจิตรบรรจง

    💡เกร็ดน่ารู้ทิ้งท้าย: ที่นี่ถือเป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวในอเมริกาเหนือที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งการเป็นบ้านพัก สถานที่จัดงานเต้นรำ โรงแรม จนกลายมาเป็นแลนด์มาร์กสุดโรแมนติกในปัจจุบัน

    บ้านพักอาศัยในย่านใกล้เคียงกับปราสาทคาซา โลมา
    ทางเข้าลานจอดรถบัส มองเห็นบ้านพักอาศัยในย่านใกล้เคียงกับปราสาทคาซา โลมา

    1,000 Islands: ล่องเรือฝ่าไอหนาวชมหมู่เกาะพันเกาะ

    ภาพโปสเตอร์โฆษณาท่องเที่ยวหมู่เกาะ 1,000 Islands ในแม่น้ำ Saint Lawrence มุมมองจากเรือ

    บนเส้นทางโรดทริประหว่างโตรอนโตมุ่งหน้าสู่ออตตาวา มีจุดแวะพักที่เป็นไฮไลต์ระดับโลกซ่อนอยู่ครับ นั่นคือ หมู่เกาะ 1,000 Islands กลุ่มเกาะน้อยใหญ่ที่เรียงรายอยู่ตลอดระยะทาง 50 ไมล์ (ประมาณ 80 กิโลเมตร) บนแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ (Saint Lawrence River) คั่นกลางระหว่างพรมแดนแคนาดาและสหรัฐอเมริกา

    ร้านอาหารบริเวณใกล้กับท่าเรือท่องเที่ยวเกาะ
    ร้านอาหารบริเวณใกล้กับท่าเรือท่องเที่ยวเกาะ

    คำว่า “พันเกาะ” ไม่ได้ตั้งขึ้นมาอวดอ้างเกินจริงเลย เพราะพิกัดนี้มีเกาะเล็กเกาะน้อยนับรวมกันได้ถึง 1,864 เกาะ! มีตั้งแต่เกาะขนาดใหญ่พื้นที่กว่า 40 ตารางไมล์ ไปจนถึงเกาะจิ๋วที่มีพื้นที่แค่พอสร้างบ้านได้หลังเดียวแล้วจบ (แค่นี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของเกาะส่วนตัวแล้ว อิจฉาสุด ๆ) และใช่ครับ.. น้ำสลัด Thousand Island Dressing สีส้ม ๆ ที่เรากินกันทั่วโลก ก็มีถิ่นกำเนิดมาจากแถวนี้แหละ!

    ท่าเรือครูซส์ท่องเที่ยวเกาะ 1000 Islands
    นักท่องเที่ยวกำลังรอลงเรือท่องเที่ยวชมเกาะ

    กิจกรรมหลักที่ต้องทำคือการล่องเรือชมวิว ช่วงต้นเดือนเมษายนที่เราไป ในแม่น้ำยังมีแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ ลอยฟู่ผิวน้ำอยู่เลย ลมพัดมาทีหนาวสะท้านทรวงแต่น้ำใสเป็นสีเขียวมรกตสวยมาก เกาะแต่ละลูกจะมีบ้านพักตากอากาศดีไซน์น่ารักตั้งอยู่ บางหลังนี่แทบไม่มีพื้นที่เหลือให้เดินเล่นเลย เปิดประตูมาคือโดดลงน้ำได้ทันที (อันนี้ชอบ)^^

    Rockport Boat: เรือท่องเที่ยวชมเกาะ 1000 Islands
    บรรยากาศบนเรือ
    ทัศนียภาพของท่าเรือครูซส์ที่พานักท่องเที่ยวชมเกาะ
    อาคารบ้านเรือนตามริมน้ำจะมีท่าเทียบเรือของตัวเอง
    1,000 Islands ผิวน้ำมีน้ำแข็งบางๆ จับตัวอยู่ช่วงต้นเดือนเมษายน
    ในบางบริเวณยังมีน้ำแข็งจับตัวเป็นแผ่นบางๆ อยู่บนผิวน้ำ
    1,000 Islands ผิวน้ำมีน้ำแข็งบางๆ จับตัวอยู่ช่วงต้นเดือนเมษายน
    ผิวน้ำมีน้ำแข็งบางๆ จับตัวอยู่ช่วงต้นเดือนเมษายน
    ผิวน้ำมีน้ำแข็งบางๆ จับตัวอยู่ช่วงต้นเดือนเมษายน
    มีบ้านพักอาศัยอยู่บนเกาะเล็กเกาะน้อยเเทบทั้งหมด
    บ้านพักอาศัยบนเกาะเล็กเกาะน้อย
    บ้านพักอาศัยบนเกาะเล็กเกาะน้อย
    บ้านพักอาศัยบนตามเกาะต่างๆ
    บ้านพักอาศัยบนตามเกาะต่างๆ
    บ้านพักอาศัยบนตามเกาะต่างๆ

    ในบรรดาหมู่เกาะทั้งหมด มีปราสาทชื่อดังอยู่ 2 แห่งที่มีเรื่องราวเบื้องหลังน่าสนใจมากๆ

    🏰 ปราสาทโบลต์ (Boldt Castle): อนุสรณ์สถานแห่งความรักที่สร้างไม่เสร็จ

    ภาพจากมุมสูง มองเห็นทัศนียภาพของปราสาทโบลต์ (Boldt Castle) บนเกาะ Heart Island
    Photo credit: boldtcastle.com

    ตั้งอยู่บนเกาะ Heart Island ขอยกให้เป็นพล็อตเรื่องที่โรแมนติกแต่จบเศร้าที่สุด.. จอร์จ ซี. โบลต์ (George C. Boldt) มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ตั้งใจสร้างปราสาทสไตล์ไรน์แลนด์ของยุโรปหลังนี้เพื่อเป็นของขวัญชิ้นเอกให้แก่ Louise Kehrer Boldt ภรรยาสุดที่รักเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของทั้งคู่

    การก่อสร้างดำเนินไปอย่างยิ่งใหญ่ ใช้ช่างและศิลปินกว่า 300 ชีวิต แต่แล้วในเดือนมกราคม 1904 เรื่องราวไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อ Louise ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันในขณะที่ปราสาทยังไม่เสร็จสมบูรณ์

    จอร์จโศกเศร้าเสียใจอย่างที่สุด เขาตัดสินใจสั่งระงับการก่อสร้างทั้งหมดทันทีผ่านโทรเลขสั้น ๆ ว่า “stop all construction” และเขาก็ไม่เคยกลับมาเหยียบเกาะแห่งนี้อีกเลยตลอดชีวิต ปล่อยให้คฤหาสน์หลังงามถูกทิ้งร้างสู้แดดสู้ฝนยาวนานถึง 73 ปี (1904–1977)

    ทัศนียภาพของปราสาทโบลต์ (Boldt Castle) บนเกาะ Heart Island มองจากบนเรือ
    Boldt Castle บนเกาะ Heart Island มุมมองจากแม่น้ำ

    🕰️ 73 ปีแห่งการทิ้งร้าง

    ในปี 1977 หน่วยงาน Thousand Islands Bridge Authority เข้ามาซื้อเกาะ Heart Island และระดมทุนหลายล้านดอลลาร์เพื่อบูรณะฟื้นฟูให้กลับมางดงาม เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม โดยสัญญาว่ารายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้ในการอนุรักษ์ปราสาทหลังนี้สำหรับคนรุ่นหลังต่อไป

    เรื่องราวโรแมนติกเศร้าๆ จากปราสาทที่ควรจะเป็นบ้านเเห่งความฝัน กลับกลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่โศกเศร้าที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา.. TT

    Boldt Castle
    อาคารริมน้ำของปราสาท Boldt Castle

    🏰 ปราสาทซิงเกอร์ (Singer Castle): มิติความลึกลับบนเกาะ Dark Island

    ภาพมุมสูงของ Singer Castle บนเกาะ Dark Island
    Photo credit: singercastle.com

    Dark Island เป็นเกาะส่วนตัวขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 7 เอเคอร์ เป็นที่ตั้งของ Singer Castle ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Frederick G. Bourne ผู้อำนวยการคนที่ 5 ของบริษัทจักรเย็บผ้า Singer ที่เราคุ้นเคยกันดี โดยตั้งใจสร้างเป็นที่พักตากอากาศสำหรับล่าสัตว์ (Hunting Lodge) ก่อนจะพัฒนาเป็นปราสาทขนาดใหญ่

    ตัวปราสาทได้แรงบันดาลใจมาจากปราสาทอังกฤษในนิยายโบราณ ความยูนีคของที่นี่คือ ความลึกลับ เพราะสถาปนิกจงใจออกแบบให้มี อุโมงค์และทางเดินลับใต้ดิน เชื่อมต่อทะลุถึงกันแทบทุกห้อง แถมยังมีภาพวาดแนวลึกลับชวนค้นหาประดับอยู่ทั่ว

    ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปพักค้างคืนในห้องสวีทสุดหรูได้ด้วย ใครอยากลองฟิลลิ่งแอบเดินสำรวจทางลับตอนกลางคืนคงจะตื่นเต้นเร้าใจดี 😉


    ห้องพักของ Singer Castle บนเกาะ Dark Island
    Photo credit: singercastle.com
    ห้องพักของ Singer Castle บนเกาะ Dark Island
    Photo credit: singercastle.com
    ท่าเทียบเรือท่องเที่ยว

    ออตตาวา (Ottawa): เมืองหลวงสายคลีนที่เงียบสงบ

    เราเดินทางมาถึงออตตาวาในช่วงบ่ายคล้อย หลังจากนั่งรถหลังขดหลังแข็งมาทั้งวัน เมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำออตตาวา (Ottawa River) เป็นเมืองหลวงของประเทศและใหญ่เป็นอันดับสองของรัฐออนแทรีโอ

    สิ่งแรกที่สัมผัสได้ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถคือความสะอาดเป๊ะ เป็นระเบียบเรียบร้อย และเงียบสงบมาก สมกับที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่สะอาดที่สุดในโลกจริง ๆ

    พาเลียเมนท์ ฮิลล์ (Parliament Hill): หัวใจแห่งการบริหารประเทศ

    แลนด์มาร์กที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง 50 เมตรริมแม่น้ำออตตาวา หันหน้าลงมาทางทิศใต้สู่ถนน Wellington ที่นี่คือกลุ่ม อาคารรัฐสภาของแคนาดา ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรม Gothic Revival ช่วงปี 1859-1865 โดยแบ่งออกเป็น 3 อาคารหลักคือ East Block, West Block และ Centre Block

    แผนที่เเสดงที่ตั้งกลุ่มอาคารต่างๆของรัฐสภาแคนาดาในเมืองออตตาวา
    แผนที่เเสดงที่ตั้งกลุ่มอาคารต่างๆของรัฐสภาแคนาดาในเมืองออตตาวา (*อัพเดท: 2026)
    ป้ายประวัติศาสตร์แห่งชาติ (National Historic Event plaque) ของแคนาดา

    ป้ายประวัติศาสตร์แห่งชาติ (National Historic Event plaque) ของแคนาดาที่ติดตั้งโดยหน่วยงาน Historic Sites and Monuments Board of Canada (คณะกรรมการสถานที่และอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งแคนาดา) เพื่อระลึกถึงจุดเริ่มต้นสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองแคนาดา โดยมีใจความสรุปคือ:

    • บริบท: หลังจากมีการรวมตัวของแคนาดาตะวันออกและตะวันตกในปี 1841 เมืองต่างๆ เช่น คิงส์ตัน, มอนทรีออล, โตรอนโต และควิเบก ต่างเคยผลัดกันเป็นที่ตั้งของรัฐบาล
    • การตัดสินใจ: ในช่วงทศวรรษ 1850 เมืองเหล่านี้ต่างแข่งกันเพื่อชิงตำแหน่ง “เมืองหลวงถาวร” จนกระทั่งในปี 1857 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงตัดสินใจเลือก “ออตตาวา” ให้เป็นเมืองหลวงนับเเต่นั้นมา
    อาคารหลักตรงกลางหรือ Centre Block โดดเด่นเป็นสง่าด้วย Central Peace Tower (หอนาฬิกาสันติภาพ) ความสูง 92 เมตร

    อาคารหลักตรงกลางหรือ Centre Block

    โดดเด่นเป็นสง่าด้วย หอนาฬิกาสันติภาพ (Central Peace Tower) ความสูง 92 เมตร ข้างในเป็นที่ตั้งของห้องประชุมสภาสูง (Senate) และสภาล่าง (House of Commons)

    (*อัพเดท: ปิดมาตั้งแต่ปลายปี 2018 เพื่อทำการบูรณะครั้งใหญ่)

    Centre Block โดดเด่นเป็นสง่าด้วย Central Peace Tower (หอนาฬิกาสันติภาพ) ความสูง 92 เมตร
    หอนาฬิกาหอรัฐสภาแคนาดาในออตตาวา
    Central Peace Tower
    ภายในห้อง Senate Chambers ตกแต่งอย่างวิจิตร

    Library of Parliament: หอสมุดรัฐสภา

    จุดที่ทำเอาเรายืนตะลึงในความงามคือ Parliament Library หรือ หอสมุดรัฐสภา ที่เชื่อมต่ออยู่กับ Center Block ทางด้านหลัง อาคารนี้มีความอัศจรรย์ตรงที่เป็นโครงสร้างดั้งเดิมเพียงแห่งเดียวที่รอดพ้นจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1916 มาได้อย่างปาฏิหาริย์

    ออกแบบโดย Thomas Fuller และ Chilion Jones ได้แรงบันดาลใจจากห้องสมุดอังกฤษ มีลักษณะเป็นโดมทรงกลม ประดับประดาด้วยไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ด้านในหอสมุดสวยงามหยดย้อย เพดานสูงลิ่ว ชั้นหนังสือไม้แกะสลักโค้งมนรอบทิศทาง แสงแดดรำไรส่องผ่านช่องหน้าต่างลงมา เป็นภาพที่คุ้มค่ากับการแวะมาเยือนจริงๆ

    ปราสาทในเทพนิยายที่มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิกและยุโรปโบราณ ตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง สร้างความปร.
    ภายใน Parliament Library ชั้นหนังสือโค้งรอบวงกลม เพดานสูง
    Parliament Library มุมถ่ายมองขึ้นเพดาน สถาปัตยกรรมงดงาม

    East Block อาคารตะวันออก

    ตึกนี้ถือว่ายังคงสภาพเดิมได้ดีที่สุด มีห้องทำงานของบรรดาบิดาผู้ก่อตั้งแคนาดา (Father of Confederation) เช่น Sir John A. Macdonald นายกฯ คนแรก ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ทั้งโต๊ะทำงาน โซฟา และโคมไฟแก๊สจำลอง ทำให้เราเห็นภาพชีวิตการทำงานของนักการเมืองเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วจริงๆ

    East Block Parliament Hill มุมมองด้านข้าง
    เครดิตภาพ: www.parl.ca

    West Block อาคารตะวันตก

    ในช่วงเวลาที่เราไปยังคงปิดปรับปรุงอยู่ (2011-2018) ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว

    อนุสาวรีย์ The Famous Five เป็นรูปปั้นกลุ่มสตรี 5 ท่านที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในแคนาดา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอาคารรัฐสภา (Parliament Hill) ในกรุงออตตาวา

    The Famous Five

    เป็นรูปปั้นกลุ่มสตรี 5 ท่านที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในแคนาดา ตั้งอยู่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภาแคนาดา

    รูปปั้นกลุ่มสตรี The Famous Five ผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีหน้าอาคารรัฐสภาแคนาดา
    อนุสาวรีย์ Terry Fox วีรบุรุษนักวิ่งผู้สร้าง Marathon of Hope เพื่อระดมทุนวิจัยโรคมะเร็ง
    รูปปั้น เทอร์รี่ ฟ็อกซ์ (Terry Fox) บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา กรุงออตตาวา

    Terry Fox (เทอร์รี่ ฟ็อกซ์) คือนักกีฬาและนักกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกอย่างมหาศาล

    เขาเป็นเด็กหนุ่มชาวแคนาดาที่ต้องเผชิญกับข่าวร้ายที่สุดในชีวิตเมื่ออายุ 18 ปี เขาตรวจพบว่าเป็น มะเร็งกระดูก ทำให้ต้องตัดขาข้างขวาเหนือเข่าทิ้งไป แต่แทนที่เขาจะยอมแพ้ Terry กลับตั้งเป้าหมายที่ดูเป็นไปไม่ได้ขึ้นมา นั่นคือการวิ่งข้ามประเทศแคนาดา เพื่อระดมทุนสนับสนุนงานวิจัยรักษามะเร็ง

    รูปปั้น เทอร์รี่ ฟ็อกซ์ (Terry Fox) บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา กรุงออตตาวา

    การวิ่งที่โลกต้องจำ: ในปี 1980 เขาเริ่มออกวิ่งจากเมือง St. John’s ทางฝั่งตะวันออก โดยใช้ขาเทียมวิ่งวันละประมาณ 42 กิโลเมตร (เทียบเท่ากับระยะมาราธอน) ทุกวัน! เขาเรียกภารกิจนี้ว่า “Marathon of Hope”

    เป้าหมาย: เขาต้องการระดมทุนให้ได้ 1 ดอลลาร์จากชาวแคนาดาทุกคน (ตอนนั้นประมาณ 24 ล้านคน) เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ป่วยเป็นมะเร็งเหมือนเขา

    น่าเศร้าที่ Terry ต้องหยุดวิ่งหลังจากผ่านไป 143 วัน (ระยะทาง 5,373 กิโลเมตร) เมื่อมะเร็งลุกลามเข้าไปที่ปอด ทำให้เขาต้องยุติภารกิจและเสียชีวิตลงในปี 1981 ด้วยวัยเพียง 22 ปี

    เทอร์รี่ ฟ็อกซ์ ชีวประวัติและผลงาน 1.

    ผลงานที่ยังคงอยู่: แม้ตัวเขาจะจากไป แต่สิ่งที่เขาทำได้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล ปัจจุบันมูลนิธิ Terry Fox สามารถระดมทุนไปแล้วกว่า 850 ล้านดอลลาร์แคนาดา เพื่อช่วยพัฒนายารักษาและต่อสู้กับมะเร็งทั่วโลก

    ที่หน้าอาคารรัฐสภาในออตตาวา เขาคือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ป้ายแผ่นจารึกที่ระลึกถึงเขา มันเตือนใจให้คนแคนาดาและนักท่องเที่ยวทุกคนรู้ว่า “ขีดจำกัดของมนุษย์นั้นไม่มีอยู่จริง ถ้าเรามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่พอ”

    สะพานเหล็กข้ามแม่น้ำออตตาวา ใกล้กับ Parliament Hill

    ข้อมูลควรรู้ก่อนไป

    สถานที่รายละเอียด
    CN Tower, Torontoค่าเข้าชมและรอบ Edge Walk ควรจองล่วงหน้าช่วง peak season [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ cntower.ca]
    Casa Loma, Torontoค่าเข้าชม (ผู้ใหญ่/เด็ก) และเวลาเปิดทำการ [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ casaloma.ca]
    1,000 Islands Cruiseมีเรือออกจากหลายจุด เช่น Kingston และ Gananoque ระยะเวลาล่องตั้งแต่ 1 ชั่วโมงถึงครึ่งวัน [ตรวจสอบตารางและราคาล่าสุดที่ 1000islands.com]
    Parliament Hill, Ottawaเข้าชมบริเวณโดยรอบฟรี ส่วน guided tour ข้างในต้องจองล่วงหน้า [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ parl.ca]

    วันนี้นั่งรถมา 371 ไมล์ เจอสองปราสาท หนึ่งพันเกาะ และหนึ่งรัฐสภา ส่วน CN Tower นั้น เราเห็นแค่ฐาน ยอดหายไปในหมอก..แต่ก็ถือว่าได้ผ่านมาแล้ว ^^
    ภารกิจเดินทางไกล และการ(ขี่ม้า)เที่ยวชมเมืองของเราสำหรับวันนี้ ก็จบลงตรงนี้

    \O.O/

    ตอนต่อไป: มอนทรีออล – ควิเบกซิตี้

    ← ตะลุยฝันสองพันไมล์ (3): น้ำตกไนแอการา  |  ตะลุยฝันสองพันไมล์ (5): มอนทรีออล – ควิเบกซิตี้ →