เริ่มต้นวันด้วยการไปที่ World Market Center Las Vegas ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของ Downtown ทางตอนเหนือของเมือง เป็นศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ถ้าไม่ได้มาเป็น buyer หรือ trade professional ก็คงเห็นแค่ตึกใหญ่ข้างนอก — แต่ก็ใหญ่จริงๆ
Keep Memory Alive Event Center / Cleveland Clinic
ฝั่งตรงข้ามกับ World Market Center คือตึกรูปทรงแปลกตาที่ออกแบบจนต้องเหลียวมองสองครั้ง — Keep Memory Alive (KMA) Event Center หรือที่รู้จักในชื่อร่วมกับ Cleveland Clinic
KMA Event Center สร้างขึ้นในปี 2007 โดย Larry Ruvo เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่บิดาของเขาซึ่งป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมและจากไปในเวลาต่อมา สถานที่แห่งนี้ทำงานสองบทบาทพร้อมกัน — เป็นศูนย์รักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาท (Neurocognitive) และเปิดเป็นสถานที่จัดงานอีเวนต์ด้วย
อาคาร World Market Center และ KMA Event Center วางอยู่คู่กันในแบบที่รูปทรงสถาปัตยกรรมดูกลมกลืนและสวยงามโดยไม่ได้ตั้งใจ
Clark County Government Center
ถัดมาฝั่งตรงข้ามถนนคือ Clark County Government Center — ศูนย์ราชการของมณฑลคลาร์กที่ดูแลปกครองลาสเวกัสและพื้นที่โดยรอบ ดีไซน์ภายนอกทันสมัยกว่าที่คิดสำหรับอาคารราชการ (น่าจะเพราะอยู่ลาสเวกัส ต้องดูดีเอาไว้ก่อน^^)
Las Vegas Premium Outlets (North) — 175 ร้านกลางเมือง
ตรงข้ามกับ Clark County Government Center คือ Las Vegas Premium Outlets (North) — เอาท์เล็ตมอลล์ที่มีร้านค้าชื่อดังกว่า 175 ร้านตั้งอยู่ใจกลางเมือง ถือว่าแปลกมาก เพราะปกติ Outlets Mall แบบนี้จะอยู่ไกลออกไปจากเมืองทั้งนั้น แต่ที่ลาสเวกัสกลับอยู่ใกล้แค่นี้ — ขาช้อปปิ้งน่าจะชอบมากกว่าคาสิโนอีก^^
จากนั้นเราข้ามถนนไปขึ้นรถเมล์ที่ป้าย Government Center มุ่งหน้าสู่ Downtown และ The Strip เพื่อเริ่มสำรวจย่านโรงแรม-คาสิโนชื่อดังกัน
The Mirage — โรงแรม-คาสิโนธีมเกาะภูเขาไฟ
⚠️ หมายเหตุ 2024: The Mirage ปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2024 และเปลี่ยนเป็น Hard Rock Hotel & Casino Las Vegas แล้ว ข้อมูลด้านล่างนี้บันทึกไว้ในปี 2014 ตอนที่ยังเป็น The Mirage อยู่ [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ hardrocklasvegas.com]
The Mirage — โรงแรม-คาสิโนที่ตกแต่งในธีม เกาะภูเขาไฟแห่งทะเลใต้ (Polynesia) โรงแรมนี้เคยเป็น The Must See ของ The Strip — ทุกวันเวลา 20:00 และ 21:00 น. มีโชว์ภูเขาไฟระเบิดนาน 10 นาทีที่สระน้ำด้านหน้า ชมได้ฟรีจากทางเท้าด้านนอก
(รูปที่เห็นเหล่านี้คือ The Mirage ปี 2014 ก่อนที่จะกลายเป็น Hard Rock — ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังดีอยู่นะ)
เจ้าหน้าที่ของ Take Tour มารับที่สนามบิน แล้วพาไปส่งที่โรงแรม Best Western Plus ใกล้ LAX
ทริปนี้เราเลือกใช้บริการแพ็กเกจทัวร์ของ Take Tour — บริษัทขายแพ็กเกจทัวร์ชื่อดังในอเมริกาที่ดำเนินการโดยชาวจีน เราเรียกติดปากว่า “ทัวร์จีน” แต่จริงๆ ใครก็ใช้ได้ ยังมีเจ้าอื่นอีกอย่าง Tours4Fun แต่เช็คดูแล้วราคาไม่ต่างกันเพราะ Land Operator เป็นเจ้าเดียวกัน
“The government of the people, by the people, for the people”
มุมมหาชนที่คุ้นตา — มองจากบันไดหน้าอนุสรณ์สถานออกไปยัง Reflecting Pool และ Washington Monument เส้นตรงทอดไปไกล เห็นแล้วเข้าใจว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นสถานที่ชุมนุมประท้วงประวัติศาสตร์บ่อยมาก
โปรแกรมวันนี้คือการเที่ยวเก็บตกเมืองบอสตันในช่วงเช้า ก่อนจะตีรถยาว 4 ชั่วโมงเพื่อกลับไปจบที่นิวยอร์ก (New York) ซึ่งถ้านึกถึงความเหนื่อยจากการเดินทางแล้ว การที่เรารีบทำเวลากันตั้งแต่ไก้โห่เช้านี้ก็นับว่าคุ้ม เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปถึงนิวยอร์กตอนกลางดึกให้หมดสภาพก่อนเริ่มวันใหม่อีก
โบสถ์ทรินิตี้ และ Copley Square (Trinity Church & Copley Square)
กลับข้ามแม่น้ำมาฝั่งบอสตัน แล้วมาที่ย่าน Back Bay ซึ่งเป็นย่านที่เราชอบบรรยากาศที่สุดในเมือง จุดศูนย์กลางคือ Copley Square ลานกว้างที่ล้อมด้วยตึกเก่ากับตึกกระจกสมัยใหม่ปนกันแบบลงตัวจนแปลกตา
แผนที่เส้นทางมาราธอน A.A. Boston แสดงเส้นทางและเขตต่าง ๆ ของที่นี่
บอสตันไม่ได้มีดีแค่ตึกสวย แต่ยังเป็นบ้านของ Boston Marathon มาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่จักกันมาตั้งเเต่ปี 1897 และเป็นแรงบันดาลใจให้คนนับล้านอยากมาเยือนเมืองนี้สักครั้ง..
เส้นชัยของบอสตันมาราธอนคือ Boylston Street ที่อยู่ติดกับ Copley Square ทำให้ย่านนี้เป็นจุดจบของการแข่งขันแบบดั้งเดิม
พื้นที่ Copley Square Park ถูกใช้รองรับงานอีเวนต์ของมาราธอนมานาน เช่น athlete services, volunteer operations และ medical tents
Fairmont Copley Plaza โรงแรมประวัติศาสตร์สไตล์ Italian Renaissance Revival ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่าน Back Bay ของบอสตัน
พระเอกของลานนี้คือ Trinity Church โบสถ์ที่สร้างเสร็จปี 1877 ออกแบบโดย H. H. Richardson จนกลายเป็นต้นแบบของสไตล์สถาปัตยกรรมที่เรียกตามชื่อเขาว่า “Richardsonian Romanesque” จุดที่คนชอบถ่ายกันคือเงาสะท้อนของโบสถ์หินก้อนใหญ่บนผนังกระจกของตึก John Hancock ที่อยู่ข้างหลัง เก่ากับใหม่ยืนคู่กันแบบนี้แหละที่ทำให้มุมนี้ดัง
ข้างในเปิดให้เข้าชม วันอังคาร–เสาร์ ประมาณ 10:00–16:30 น. และวันอาทิตย์ ค่าเข้าผู้ใหญ่ราว 10 ดอลลาร์ โบสถ์อยู่ติดสถานี Copley สาย Green Line เดินไม่กี่ก้าว [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]
Massachusetts State House เป็นที่ทำการของรัฐบาลรัฐแมสซาชูเซตส์ อาคารนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1798 ตึกนี้จุดเด่นที่สุดคือ โดมสีทอง (ที่ใช้ทองคำเปลวปิดทับจริงๆ) ซึ่งส่องประกายจนเห็นได้ชัดจากระยะไกล และโดมสีทองนี้เองที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐแมสซาชูเซตส์
ล่องเรือชมอ่าวบอสตัน (Boston Harbor Cruise)
โรงแรม Marriott Long Wharf ซึ่งมีลักษณะเด่นคือโครงสร้างอิฐสีแดงและรูปทรงเชิงลาดที่เป็นเอกลักษณ์
เดินเที่ยวมาตั้งเเต่เช้าขาเริ่มล้า ทัวร์เราเลยเปลี่ยนอิริยาบถมานั่งเรือบ้าง การล่องเรือชมอ่าวบอสตันเป็นวิธีมองเมืองจากอีกมุมที่ขาไม่ต้องทำงาน (อันนี้ชอบ) เรือออกจาก Long Wharf ซึ่งอยู่ระหว่าง New England Aquarium กับโรงแรม Marriott Long Wharf
แผ่นป้ายอนุสรณ์ (Plaque) ที่อุทิศให้กับ Bill Rodgers ตำนานนักวิ่งมาราธอนผู้ชนะการแข่งขัน Boston Marathon ถึง 4 สมัย
ป้ายนี้ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณ Quincy Market หรือย่าน Faneuil Hall เป็นจุดที่สื่อถึงความผูกพันของเมืองนี้กับงานวิ่งมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ในแผ่นป้ายจะจารึกถึงความทุ่มเทของเขาที่มีต่อชุมชนบอสตันและการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการวิ่งมาราธอน
ตลาด มาถึงนั่งรถไฟลงสถานี State หรือ Government Center เดินไม่ไกล จุดนี้เป็นปลายทางของเส้นทางเดินประวัติศาสตร์ Freedom Trail พอดี ใครมีแรงเหลือเดินต่อตามเส้นอิฐแดงบนพื้นได้เลย [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]
มอนทรีออลเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐควิเบก และใหญ่เป็นอันดับสองของแคนาดา รองจากโตรอนโต ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ Saint Lawrence ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐ กว้าง 14 กิโลเมตร ยาว 51 กิโลเมตร เดิมชื่อ Ville-Marie (City of Mary) ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Montreal — น่าจะมาจากชื่อ Mont Royal ภูเขาไฟเก่าแก่ใจกลางเมืองที่ยังคงเห็นได้ชัดเจน
ชื่อ “Quebec” มาจากภาษาอัลกอนควิน (Algonquin) คำว่า Kébec แปลว่า “จุดที่แม่น้ำแคบเข้า” เพราะที่ตั้งเมืองอยู่ตรงจุดที่แม่น้ำ Saint Lawrence แคบที่สุดพอดี ก่อตั้งปี 1608 ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ ย่านเมืองเก่า Vieux-Québec ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO ปี 1985 ภายใต้ชื่อ “Historic District of Old Québec”
Vieux-Québec หรือ Old Quebec แบ่งเป็นสองส่วนตามภูมิประเทศ: Old Upper Town ที่ตั้งอยู่บนหน้าผา Cap Diamond และ Old Lower Town ที่อยู่เชิงผาริมฝั่งแม่น้ำ Saint Lawrence ไปมาระหว่างสองโซนได้ทั้งบันไดชันๆ หรือกระเช้าไฟฟ้า
จาก Old Upper Town สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำ Saint Lawrence ได้อย่างสุดลูกหูลูกตา เห็นแล้วก็เข้าใจว่าทำไมใครก็ตามที่ล่องเรือมาแถวนี้ในยุคสำรวจโลกถึงหยุดสร้างเมืองไว้ที่นี่
Place d’Armes: หัวใจแห่งประวัติศาสตร์บนหน้าผา
Place d’Armes คือจัตุรัสที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในย่าน Old Upper Town ในอดีตที่นี่เคยเป็นลานฝึกทหารของกองทัพฝรั่งเศส แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นจุดรวมพลที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ติดกับโรงแรมสัญลักษณ์อย่าง Château Frontenac ทำให้จัตุรัสแห่งนี้กลายเป็น “จุดศูนย์กลาง” ที่ทุกคนต้องแวะมาสัมผัสบรรยากาศความคลาสสิกของควิเบกซิตี้
อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของเขตประวัติศาสตร์เมืองเก่าควิเบก เพื่อเป็นเกียรติแก่การสำรวจและประวัติศาสตร์การเดินเรือในแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ ตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ กับทางเดินเลียบหน้าผาของ Old Upper Town ตรงจุดที่มองเห็นโรงแรม Château Frontenac ได้อย่างชัดเจน
Monument de la Foi: อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา
ตั้งอยู่ใจกลาง Place d’Armes รูปปั้นผู้หญิงบรอนซ์นี้เป็นสัญลักษณ์ของ “ศรัทธา” (Faith) เธอชูไม้กางเขนในมือขวา และถือใบปาล์มในมือซ้าย ซึ่งใบปาล์มในบริบทนี้สื่อถึงความสวมงามและการได้รับชัยชนะทางจิตวิญญาณ
โรงเเรมแฟร์มอนต์ เลอ ชาโต ฟรองเทอนัค (Fairmont Le Château Frontenac)
Château Frontenac คือโรงแรมที่มองเห็นได้จากทุกมุมของ Quebec City และกลายเป็น icon ของเมืองโดยปริยาย สร้างในปี 1893 สถาปัตยกรรมสไตล์ Châteauesque ดูราวกับปราสาทในเทพนิยายยุโรปที่หลุดออกมา ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่พักสุดหรู แต่ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งประวัติศาสตร์แห่งชาติของแคนาดา (National Historic Site of Canada)
Photo Credit: WikipediaPhoto Credit: WikipediaPhoto Credit: Wikipedia
ข้าง ๆ กันนั้นมี Old City Hall ศาลาว่าการหลังเก่าสไตล์คลาสสิกที่เคยใช้งานช่วงปี 1899–1966 ตั้งตระหง่านอยู่คู่กับอาคารใหม่ เป็นภาพที่แปลกตาดีเหมือนกันที่ได้เห็นสถาปัตยกรรมสองยุคสมัยตั้งเคียงข้างกันอย่างลงตัว
ออกแบบโดย Thomas Fuller และ Chilion Jones ได้แรงบันดาลใจจากห้องสมุดอังกฤษ มีลักษณะเป็นโดมทรงกลม ประดับประดาด้วยไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ด้านในหอสมุดสวยงามหยดย้อย เพดานสูงลิ่ว ชั้นหนังสือไม้แกะสลักโค้งมนรอบทิศทาง แสงแดดรำไรส่องผ่านช่องหน้าต่างลงมา เป็นภาพที่คุ้มค่ากับการแวะมาเยือนจริงๆ
East Block อาคารตะวันออก
ตึกนี้ถือว่ายังคงสภาพเดิมได้ดีที่สุด มีห้องทำงานของบรรดาบิดาผู้ก่อตั้งแคนาดา (Father of Confederation) เช่น Sir John A. Macdonald นายกฯ คนแรก ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ทั้งโต๊ะทำงาน โซฟา และโคมไฟแก๊สจำลอง ทำให้เราเห็นภาพชีวิตการทำงานของนักการเมืองเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วจริงๆ
ผลงานที่ยังคงอยู่: แม้ตัวเขาจะจากไป แต่สิ่งที่เขาทำได้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล ปัจจุบันมูลนิธิ Terry Fox สามารถระดมทุนไปแล้วกว่า 850 ล้านดอลลาร์แคนาดา เพื่อช่วยพัฒนายารักษาและต่อสู้กับมะเร็งทั่วโลก
เทอร์มินอล 3 ที่สนามบินนานาชาติปักกิ่ง (Beijing Capital International Airport) กว้างขวางและทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่เคาน์เตอร์ Transfer มีเจ้าหน้าที่วันนี้น้อยไปหน่อยเทียบกับคิวผู้โดยสารที่ยาวเป็นหางว่าว ต้องรอกันพักใหญ่ถึงผ่านได้
เมื่อผ่านจุดแตะบัตรสแกนหน้าเข้ามา จะเจอโถงกลาง เคาน์เตอร์แรกซ้ายมือสุดจะเป็น Tourist Service และ Lost and Found Office สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ หรือถ้าทำของหายก็มาติดต่อที่เคาน์เตอร์นี้ได้
ฝั่งตรงข้ามทางขวาจะเป็นประตูเข้าโซนหิมะ (Ski Zone & Snow Play Zone) ข้างๆ จะเป็นเคาน์เตอร์ Ski Training Center สำหรับผู้ที่อยากเรียนสกี/สโนว์บอร์ด สอนโดยครูจีนประจำลาน
ถัดมาทางซ้ายจะเป็นเคาน์เตอร์หมายเลข 1-2 สำหรับ BONSKI Membership Service เคาน์เตอร์ 3-4 สำหรับยืมและคืนหมวก(Helmet) ฝั่งตรงข้ามจะเป็นที่วางสกี/สโนว์บอร์ด