Blog

  • เส้นสายเเละลายสวย ของช่องหินที่ แอนเทโลปแคนยอน (Antelope Canyon) รัฐแอริโซนา

    เส้นสายเเละลายสวย ของช่องหินที่ แอนเทโลปแคนยอน (Antelope Canyon) รัฐแอริโซนา

    ทริปอเมริกาตะวันตกรอบนี้ จุดที่เราอยากเห็นกับตามากที่สุดไม่ใช่แกรนด์แคนยอน แต่เป็นหุบผาแคบแบบ Slot Canyon ที่ชื่อ แอนเทโลปแคนยอน (Antelope Canyon) — ที่ที่เคยเห็นแต่ในภาพถ่ายแล้วสงสัยมาตลอดว่าของจริงจะสวยงามขนาดนั้นเลยหรือเปล่า..

    คำตอบคือ สวยจริง-ตรงปก สวยในแบบที่กล้องเก็บได้ไม่หมด ผนังหินทรายเป็นริ้วโค้งเว้าคล้ายเกลียวคลื่น พอแสงแดดลอดลงมาทำมุมพอดี สีบนผนังก็เปลี่ยนไปทั้งช่อง — เดินเข้าไปแล้วแทบไม่อยากเดินออกมาจริงๆ


    Antelope Canyon และจิตวิญญาณแห่งชาวนาวาโฮ

    Antelope Canyon เป็นช่องแคบของภูเขาหินทราย (Slot Canyon) ที่มีริ้วลายบนผนังสวยเป็นเอกลักษณ์ ตั้งอยู่บนผืนดินศักดิ์สิทธิ์ของ ชนพื้นเมืองเผ่านาวาโฮ (Navajo) ทางตอนเหนือของรัฐ แอริโซนา (Arizona) ไม่ไกลจากเมือง เพจ (Page) และอยู่ห่างจาก Horseshoe Bend เพียงแค่ขับรถสิบนาทีเท่านั้นเอง

    ชาวนาวาโฮเรียกสถานที่แห่งนี้ว่า Tsé bighánílíní ซึ่งมีความหมายว่า “ช่องที่น้ำไหลผ่านหิน” สำหรับพวกเขาแล้ว ที่นี่ไม่ใช่แค่จุดเช็คอินถ่ายรูป แต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางธรรมชาติที่ถูกดูแลรักษาอย่างเคร่งครัดโดย Navajo Parks & Recreation มาโดยตลอด การที่ที่นี่คงความสวยงามและสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์ไว้ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะการบริหารจัดการด้วยความเคารพของคนในพื้นที่นี่

    ริ้วลายบนผนังที่เราเห็น เกิดจากน้ำฝนที่ท่วมหลากผ่านช่องหินซ้ำแล้วซ้ำเล่านับล้านปี แรงดันน้ำค่อยๆ กัดเซาะเนื้อหินจนกลายเป็นริ้วโค้งเว้า พอแสงแดดสาดลงมาสะท้อนกับชั้นหิน สีสันก็ยิ่งเด่นและเปลี่ยนเฉดไปตามมุมและฤดูกาล

    แหล่งท่องเที่ยว Antelope Canyon มี 2 แห่งที่เปิดให้เข้าชมได้ โดยตั้งอยู่คนละฝั่งของทางหลวงหมายเลข 98:

    • Upper Antelope Canyon — พื้นราบเดินง่าย เป็นช่วงที่มีชื่อเรื่อง “ลำแสง” (light beam) ส่องลงมาจากด้านบนในบางฤดู
    • Lower Antelope Canyon — แคบและลึกกว่า ต้องไต่บันไดเหล็กลงไป

    รอบนี้เราเลือกเข้า Upper Antelope Canyon เลยขอเล่าจากประสบการณ์ตรงฝั่งที่เราไปเห็นมานี้เป็นหลัก คราวหน้าถ้ามีโอกาส จะขอไปเก็บฝั่ง Lower Antelope Canyon บ้าง

    Antelope Canyon — ช่องหินทรายบนผืนดินของชาว Navajo ใกล้เมือง Page

    การเดินทางเข้าไปในช่องหิน

    จะเข้า Upper Antelope Canyon ต้องนั่งรถโดยสารที่ดำเนินการโดยชาว Navajo เท่านั้น หน้าตาเป็นรถปิคอัพดัดแปลงเป็นสองแถวคล้ายบ้านเรา จากลานจอดรถริมทางหลวงสาย 98 ไปถึงปากช่องหินมีระยะทางราว 3–4 กิโลเมตร

    ช่วงนี้คือความสนุกแบบไม่ตั้งใจ เพราะรถจะพานักท่องเที่ยวควบตะบึงไปบนทางทรายจนฝุ่นตลบ (เกาะราวให้แน่นๆ เลยพี่!) ใช้เวลาไม่นานก็ถึงจุดเริ่มต้น เดินตามไกด์เข้าไปได้เลย

    รถโดยสารของชาว Navajo — วิ่งบนทางทรายจนฝุ่นตลบ
    รถเข็นในทะเลทรายแอริโซนา ช่วงเวลาท.
    เส้นสายและลายหินในแอนเทโลปแคนยอน ร.
    ถึงปากช่องหินแล้ว — จากตรงนี้ต้องเดินตามไกด์เข้าไป

    การเข้าชมจะแบ่งเป็นกลุ่ม มีไกด์ (ซึ่งก็คือคนขับรถนั่นแหละ) พาเดินทัวร์พร้อมเล่าเรื่องให้ฟังไปตลอดทาง


    ริ้วลายบนผนังหิน และจังหวะของแสง

    พอเข้าไปในช่อง บรรยากาศเปลี่ยนทันที.. แสงด้านนอกลอดผ่านช่องแคบด้านบนลงมาเป็นทาง ตกกระทบผนังหินที่เป็นริ้วโค้งซ้อนกัน สีบนผนังไล่ตั้งแต่ส้มอ่อน ส้มแดง ไปจนถึงม่วงคล้ำในจุดที่แสงเข้าไม่ถึง

    ไกด์เล่าว่าริ้วลายแต่ละจุดคนมักจินตนาการเป็นรูปต่างๆ บ้างว่าเหมือนใบหน้าหัวหน้าเผ่า บ้างว่าเหมือนหญิงสาว สารพัดจะจินตนาการกันไป แต่ไม่ว่าจะมองเป็นอะไร ทุกมุมก็สวยจนถ่ายรูปกันแทบไม่ทัน ^^

    โครงสร้างช่องหินของ Upper Antelope ที่นี่จะเป็น รูปตัว A (ด้านบนเเคบ ด้านล่างกว้าง) ใครตั้งใจมาเก็บภาพ “ลำแสง” ที่เป็นแท่งพุ่งลงมาจากด้านบนแบบในโปสการ์ด ต้องเช็คช่วงเวลาและฤดูกาลให้ดี เพราะมันขึ้นกับตำแหน่งของดวงอาทิตย์เหมือนกัน

    ช่องที่แคบขนาดนี้ เวลาน้ำหลากเข้ามาจึงอันตรายมาก

    เรื่องที่ต้องรู้: น้ำท่วมฉับพลัน

    มีเรื่องนึงที่ไกด์ย้ำหนักย้ำหนา และเราอยากเตือนต่อ คือเรื่องความปลอดภัย ช่องหินแคบแบบนี้ อันตรายมากเวลาฝนตก แม้ว่าฝนจะตกไกลออกไป น้ำก็ไหลมารวมในช่องได้ และด้วยความที่มันแคบ แรงดันน้ำจะพุ่งเข้ามาเร็วและท่วมสูงเกิน 2 เมตรได้ในเวลาไม่นาน

    ในอดีตเคยเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันที่ Lower Antelope Canyon เมื่อปี 1997 จนมีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต ตั้งแต่นั้นมา การเข้าชมทุกแห่งจึงกำหนดให้ต้องมี ไกด์ชาว Navajo นำทางเสมอ ห้ามเข้าไปเที่ยวกันเองโดยลำพังเด็ดขาด—เป็นกฎเหล็กที่มาจากบทเรียนราคาแพง


    ใช้เวลาเดินชมเพลินๆ อยู่พักใหญ่ ก็จะทะลุมาด้านหลังของช่องหิน ขากลับเดินชิดขวาย้อนทางเดิมจนถึงด้านหน้า แล้วขึ้นรถสองแถวห้อตะบึงกลับออกมาพร้อมความประทับใจเต็มกระเป๋า

    อัพเดท: ปี 2026 ปัจจุบันมีทางเดินที่ด้านนอกของช่องหินเพื่อย้อนกลับไปยังจุดขึ้นรถกลับแล้ว

    ถือเป็นอีกหนึ่งพิกัดที่ถ้าได้ไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง จะเข้าใจคำว่าพลังของธรรมชาติและกาลเวลาเลยจริงๆ.. ไว้ถ้ามีแพลนจะแวะไปแถบอเมริกาตะวันตก ลองปักหมุดเมือง Page รัฐ Arizona ไว้ได้เลย!

    \O.O/

    เกร็ดควรรู้ก่อนจัดกระเป๋าไป Antelope Canyon

    • ต้องไปกับทัวร์ของชาวนาวาโฮเท่านั้น: เราไม่สามารถขับรถแล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปเองได้นะ ต้องจองตั๋วล่วงหน้ากับบริษัททัวร์ที่ได้รับอนุญาตจากเผ่านาวาโฮเท่านั้น เพราะพื้นที่นี้อยู่ภายใต้สิทธิ์ดูแลของพวกเขา (และเพื่อความปลอดภัยจากน้ำป่าที่อาจเกิดขึ้นเฉียบพลันด้วย)
    • การเลือกเวลา: ถ้าเน้นดู Light Beams ที่ Upper ต้องเลือกทัวร์ช่วงเวลาใกล้ๆ เที่ยง (ประมาณ 11:00 – 13:00 น.) แต่ถ้าชอบแสงนุ่มๆ คนไม่แน่นจนเกินไป ลุย Lower ช่วงเช้าหรือบ่ายแก่อีกนิดก็สวยไปอีกแบบ
    • ห้ามนำขาตั้งกล้องและไม้เซลฟี่เข้า (สำหรับทัวร์ปกติ): ปัจจุบันทัวร์ทั่วไปจะไม่อนุญาตให้เอาขาตั้งกล้อง ซองกันน้ำ หรือแม้กระทั่งกระเป๋าเป้ใบใหญ่เข้าเลย เพื่อความคล่องตัวและความปลอดภัยในช่องแคบ แนะนำให้พกไปแค่โทรศัพท์หรือกล้องคล้องคอเพียวๆ พอ

    สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง

    Lower Antelope

    Horseshoe Bends

    Lake Powell & Glen Canyon Dam

  • ตะลอน USA West Coast (2): เมืองคนบาป ลาสเวกัส

    ตะลอน USA West Coast (2): เมืองคนบาป ลาสเวกัส

    ลาสเวกัส (Las Vegas)

     เมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของมลรัฐเนวาดา ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ คนอเมริกันและนักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักเมืองนี้ในฉายาว่า “Sin City” เมืองแห่งบาป หรือบางคนเรียกว่า “America’s Playground” — สนามเด็กเล่นของสหรัฐอเมริกา

    ในวันนี้ไม่ค่อยมีใครมาลาสเวกัสเพื่อตั้งหน้าตั้งตาเล่นการพนันอย่างเดียวอีกต่อแล้ว คนมาเพื่อดูแสงสี บรรยากาศ โรงแรมขนาดมหึมา และโชว์ฟรีที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในโลก (ยกเว้นมาเก๊า แต่นั่นก็มีรากเดียวกัน)

    ทำเลที่ตั้งของลาสเวกัสล้อมรอบด้วยทะเลทรายและภูเขา ก่อตั้งกลางทะเลทรายทางตอนใต้ของรัฐเมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว เติบโตจากเมืองการพนันยุคแรกหลังรัฐเนวาดายกเลิกข้อห้ามการพนัน แรงงานจากโครงการสร้างเขื่อนฮูเวอร์แดมหลั่งไหลมาใช้จ่าย สร้างโรงแรม บ่อนคาสิโน และธุรกิจบันเทิงที่ค่อยๆ ขยายออกไปจนกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในด้านความโอ่อ่าอลังการของทุกสิ่ง

    บรรยากาศย่าน Downtown Las Vegas มุมกว้าง
    วิวลาสเวกัสกลางวัน ทะเลทรายและตึกโรงแรมคาสิโน
    ถนนลาสเวกัสกลางวัน โรงแรมคาสิโนสองข้างทาง

    ตัวเมืองแบ่งออกเป็น 2 ส่วน — ย่าน Downtown ฝั่งเหนือที่เคยรุ่งเรืองในยุคแรก ยังมีโรงแรมและคาสิโนอยู่แต่ดูเล็กลงเมื่อเทียบกับย่าน The Strip ทางใต้ที่เกิดขึ้นมาภายหลัง ถนน Las Vegas Boulevard หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เดอะสตริป” คือหัวใจของเมือง — ที่ตั้งของโรงแรมและคาสิโนระดับโลกที่ใหญ่กว่า โอ่อ่ากว่า และสว่างกว่าทุกที่บนโลก

    แผนที่ลาสเวกัส แสดง Downtown และ The Strip
    วิวถนน Las Vegas Boulevard The Strip ลาสเวกัส
    โรงแรมและคาสิโนบน The Strip ลาสเวกัส Nevada
    บรรยากาศ The Strip ลาสเวกัสช่วงกลางวัน

    World Market Center Las Vegas

    เริ่มต้นวันด้วยการไปที่ World Market Center Las Vegas ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของ Downtown ทางตอนเหนือของเมือง เป็นศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน ถ้าไม่ได้มาเป็น buyer หรือ trade professional ก็คงเห็นแค่ตึกใหญ่ข้างนอก — แต่ก็ใหญ่จริงๆ

    World Market Center Las Vegas ศูนย์แสดงสินค้าขนาดใหญ่ใจกลางลาสเวกัส
    อาคาร World Market Center Las Vegas มุมกว้าง
    บรรยากาศรอบ World Market Center Las Vegas

    Keep Memory Alive Event Center / Cleveland Clinic

    ฝั่งตรงข้ามกับ World Market Center คือตึกรูปทรงแปลกตาที่ออกแบบจนต้องเหลียวมองสองครั้ง — Keep Memory Alive (KMA) Event Center หรือที่รู้จักในชื่อร่วมกับ Cleveland Clinic

    KMA Event Center สร้างขึ้นในปี 2007 โดย Larry Ruvo เพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่บิดาของเขาซึ่งป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมและจากไปในเวลาต่อมา สถานที่แห่งนี้ทำงานสองบทบาทพร้อมกัน — เป็นศูนย์รักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของระบบประสาท (Neurocognitive) และเปิดเป็นสถานที่จัดงานอีเวนต์ด้วย

    Keep Memory Alive Event Center ลาสเวกัส อาคารรูปทรงแปลกตา
    KMA Event Center Cleveland Clinic Las Vegas มุมสถาปัตยกรรม
    อาคาร KMA Event Center ลาสเวกัส ออกแบบสวยงามโดดเด่น

    อาคาร World Market Center และ KMA Event Center วางอยู่คู่กันในแบบที่รูปทรงสถาปัตยกรรมดูกลมกลืนและสวยงามโดยไม่ได้ตั้งใจ

    World Market Center และ KMA Event Center ลาสเวกัส มุมมองรวม

    Clark County Government Center

    ถัดมาฝั่งตรงข้ามถนนคือ Clark County Government Center — ศูนย์ราชการของมณฑลคลาร์กที่ดูแลปกครองลาสเวกัสและพื้นที่โดยรอบ ดีไซน์ภายนอกทันสมัยกว่าที่คิดสำหรับอาคารราชการ (น่าจะเพราะอยู่ลาสเวกัส ต้องดูดีเอาไว้ก่อน^^)

    Clark County Government Center ลาสเวกัส ศูนย์ราชการมณฑลคลาร์ก
    อาคาร Clark County Government Center ลาสเวกัส Nevada

    Las Vegas Premium Outlets (North) — 175 ร้านกลางเมือง

    ตรงข้ามกับ Clark County Government Center คือ Las Vegas Premium Outlets (North) — เอาท์เล็ตมอลล์ที่มีร้านค้าชื่อดังกว่า 175 ร้านตั้งอยู่ใจกลางเมือง ถือว่าแปลกมาก เพราะปกติ Outlets Mall แบบนี้จะอยู่ไกลออกไปจากเมืองทั้งนั้น แต่ที่ลาสเวกัสกลับอยู่ใกล้แค่นี้ — ขาช้อปปิ้งน่าจะชอบมากกว่าคาสิโนอีก^^

    Las Vegas Premium Outlets North ป้ายทางเข้า
    Las Vegas Premium Outlets North ภาพรวมศูนย์การค้า
    ร้านค้าแบรนด์เนมใน Las Vegas Premium Outlets North
    บรรยากาศภายใน Las Vegas Premium Outlets North
    ร้านค้าใน Las Vegas Premium Outlets เอาท์เล็ตกลางเมือง
    Las Vegas Premium Outlets North

    จากนั้นเราข้ามถนนไปขึ้นรถเมล์ที่ป้าย Government Center มุ่งหน้าสู่ Downtown และ The Strip เพื่อเริ่มสำรวจย่านโรงแรม-คาสิโนชื่อดังกัน

    ป้ายรถเมล์ Deuce Bus หน้า Government Center ลาสเวกัส

    The Mirage — โรงแรม-คาสิโนธีมเกาะภูเขาไฟ

    ⚠️ หมายเหตุ 2024: The Mirage ปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 2024 และเปลี่ยนเป็น Hard Rock Hotel & Casino Las Vegas แล้ว ข้อมูลด้านล่างนี้บันทึกไว้ในปี 2014 ตอนที่ยังเป็น The Mirage อยู่ [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ hardrocklasvegas.com]

    The Mirage — โรงแรม-คาสิโนที่ตกแต่งในธีม เกาะภูเขาไฟแห่งทะเลใต้ (Polynesia) โรงแรมนี้เคยเป็น The Must See ของ The Strip — ทุกวันเวลา 20:00 และ 21:00 น. มีโชว์ภูเขาไฟระเบิดนาน 10 นาทีที่สระน้ำด้านหน้า ชมได้ฟรีจากทางเท้าด้านนอก

    (รูปที่เห็นเหล่านี้คือ The Mirage ปี 2014 ก่อนที่จะกลายเป็น Hard Rock — ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ยังดีอยู่นะ)

    The Mirage Hotel Casino Las Vegas ธีม Polynesia ปี 2014 (ปัจจุบันคือ Hard Rock Hotel)
    ภายนอก The Mirage Las Vegas สระน้ำและภูเขาไฟจำลอง
    บรรยากาศด้านหน้า The Mirage Las Vegas ปาล์มและสระน้ำ
    ภายใน The Mirage Hotel Las Vegas ล็อบบี้ธีม Polynesia
    ตกแต่งภายใน The Mirage Casino Las Vegas สไตล์เขตร้อน
    The Mirage Las Vegas บรรยากาศเขตร้อน Polynesia Casino
    สระน้ำและภูเขาไฟจำลองหน้า The Mirage Las Vegas Strip

    The Venetian — เวนิซกลางทะเลทราย

    The Venetian — โรงแรม-คาสิโนที่จำลองธีมมาจากเมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี ใครที่เคยไปเดอะเวเนเซียนที่มาเก๊า จะรู้สึกว่าหน้าตาคุ้นๆ — เพราะมาจากคอนเซปต์เดียวกัน แต่ที่ลาสเวกัสเป็นต้นฉบับ (เปิดปี 1999 ก่อนมาเก๊าหลายปี)

    ภายในมีคลองจำลอง เรือกอนโดลา สะพาน Rialto จำลอง และเพดานทาสีฟ้าเหมือนท้องฟ้ากลางวัน — ทำให้หลงลืมไปได้เลยว่าข้างนอกเป็นทะเลทราย

    The Venetian Las Vegas ด้านหน้าโรงแรมธีมเวนิซ
    ทางเข้า The Venetian Las Vegas รูปปั้นสไตล์อิตาลี
    บรรยากาศภายนอกของ The Venetian Las Vegas
    บรรยากาศภายนอกของ The Venetian Las Vegas
    คลองจำลองสไตล์เวนิซภายใน The Venetian Las Vegas
    สะพานจำลองสไตล์เวนิซภายใน The Venetian Las Vegas
    คลองจำลองสไตล์เวนิซภายใน The Venetian Las Vegas
    บรรยากาศ ภายใน The Venetian Las Vegas
    บรรยากาศ ภายใน The Venetian Las Vegas
    บรรยากาศคลองและเรือกอนโดลา The Venetian Las Vegas
    การเเสดงหน้าร้านค้า ภายใน The Venetian Las Vegas
    การเเสดงหน้าร้านค้า ภายใน The Venetian Las Vegas
    มุมสวยภายใน The Venetian Las Vegas เพดานจิตรกรรมอิตาลี

    Caesars Palace — จากโรมถึงลาสเวกัส

    Caesars Palace — โรงแรม-คาสิโนชื่อดังแห่งแรกๆ ของลาสเวกัส ตกแต่งด้วยธีมกรุงโรมโบราณและอิตาลี ทั้งรูปปั้น น้ำพุ เสาโรมัน และโคลอสเซียมจำลอง ถ้าคาดหวังความ “เหมือนจริง” จะผิดหวัง แต่ถ้าคาดหวังความอลังการสไตล์อเมริกัน — นั่นล่ะตัวจริง

    Caesars Palace Las Vegas ภาพถ่ายอย่างเป็นทางการ
    Photo Credit: www.caesars.com
    ด้านหน้า Caesars Palace Las Vegas น้ำพุโรมัน
    ภายใน Caesars Palace Las Vegas ตกแต่งสวยงาม
    ภายใน Caesars Palace Las Vegas ตกแต่งธีมโรมัน
    วิวจากทางเดิน The Strip บริเวณ Caesars Palace Las Vegas
    บรรยากาศภายใน Caesars Palace Las Vegas
    The Forum Shops ห้างสรรพสินค้าธีมโรมันภายใน Caesars Palace
    ภายใน The Forum Shops Caesars Palace ธีมกรุงโรม

    Fall of Atlantis — โชว์ฟรีที่ The Forum Shops

    ทุกต้นชั่วโมงใน The Forum Shops ของ Caesars Palace มีโชว์ Fall of Atlantis — การแสดงจำลองเรื่องราวการล่มสลายของแอตแลนติส ด้วยรูปปั้นที่เคลื่อนไหวได้ เสียง แสง และเอฟเฟกต์ไฟ ชมได้ฟรีไม่ต้องซื้อตั๋ว [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนไป — โชว์อาจมีการเปลี่ยนแปลง]

    Fall of Atlantis Show ที่ The Forum Shops Caesars Palace Las Vegas
    การแสดง Fall of Atlantis รูปปั้นเคลื่อนไหวได้ Caesars Palace
    เอฟเฟกต์ไฟและน้ำในโชว์ Fall of Atlantis Caesars Palace
    ฉากการล่มสลายของแอตแลนติสใน Fall of Atlantis Show
    นักท่องเที่ยวชม Fall of Atlantis Show ที่ Caesars Palace Las Vegas

    ข้อมูลควรรู้ก่อนไป

    รถเมล์ใน Las Vegas

    Deuce Bus วิ่งตลอด The Strip 24 ชั่วโมง ราคาไม่แพง เหมาะสำหรับเที่ยวเองแบบไม่รีบ [ตรวจสอบราคาและตารางล่าสุด]

    Las Vegas Premium Outlets

    มีสองสาขา — North (ใกล้ Downtown) และ South (ใกล้ The Strip) ทั้งสองมีร้านแบรนด์เนมหลายสิบร้าน [ตรวจสอบร้านค้าและโปรโมชันล่าสุด]

    The Venetian Las Vegas

    เปิดให้เข้าชมบริเวณลอบบี้และ Grand Canal Shoppes ได้ฟรี โชว์กอนโดลามีค่าใช้จ่าย [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]

    Caesars Palace

    ร้านค้าและพื้นที่ส่วนกลางเข้าได้ฟรี Fall of Atlantis Show (ถ้ายังมี) ไม่มีค่าใช้จ่าย [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]


    ลาสเวกัสกลางวันก็สวยในแบบของตัวเอง — เห็นสถาปัตยกรรมชัด รูปชัด ไม่มีแสงไฟตาลาย แต่พอตะวันลับขอบฟ้า เมืองนี้จะกลายเป็นคนละโลกกัน

    ตอนต่อไป: ตะลุยราตรี ดูแสงสีของ Las Vegas Night

    \O.O/

  • ตะลอน USA West Coast (1): กรุงเทพฯ – ลอสแองเจลิส

    ตะลอน USA West Coast (1): กรุงเทพฯ – ลอสแองเจลิส

    ถ้าถามว่าประเทศไหนที่คนไทยอยากไปมากที่สุดแต่ไปได้น้อยที่สุด คำตอบน่าจะเป็นอเมริกา — ระยะทางไกล วีซ่าต้องสัมภาษณ์ แผนการเดินทางต้องละเอียด และพื้นที่กว้างมากจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน

    แต่พอลงมือทำจริงๆ ก็พบว่าไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด ทริปนี้เรามุ่งเน้นไปที่ ฝั่งตะวันตก (West Coast) ตะลอนตั้งแต่ ลาสเวกัส แกรนด์แคนยอน เขื่อนฮูเวอร์แดม ลอสแองเจลิส ซานตาโมนิกา ซานตาบาร์บาร่า ไปจนถึง ซานฟรานซิสโก และ อุทยานโยเซมิตี เกือบครบไฮไลต์ West Coast ในทริปเดียว


    บินจากกรุงเทพฯ — ANA ต่อ United Airlines

    เราบินด้วยสายการบิน ANA (All Nippon Airways) จากกรุงเทพฯ ต่อเครื่องที่โตเกียว แล้วเปลี่ยนมาเป็น United Airlines ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ จนถึงลอสแองเจลิส (LAX)

    บรรยากาศในสนามบินก่อนขึ้นเครื่อง ANA
    เครื่องบินของ ANA เส้นทางกรุงเทพฯ–โตเกียว
    รถลากคอนเทนเนอร์บรรจุสัมภาระเพื่อเอาไปโหลดขึ้นเครื่องบิน
    โลโก้ ANA บนเเพนหางของเครื่องบินโดยสาร
    บรรยากาศที่สนามบิน Narita โตเกียว ระหว่างแวะต่อเครื่อง
    บรรยากาศสนามบินโตเกียว ก่อนขึ้นเครื่อง United Airlines
    ป้ายตารางบิน United Airlines เส้นทางโตเกียว–LAX
    ที่นั่งชั้นธุรกิจ บนเครื่อง United Airlines
    วิวจากหน้าต่างเครื่องบินเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก

    จากโตเกียวบินไปทางทิศตะวันออก ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกรวดเดียวไม่ต้องผ่านประเทศอะไร ไปโผล่ยังชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ที่เมืองลอสเเองเจลิส รัฐเเคลิฟอร์เนียเลย ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง สิ่งที่เเว่บเข้ามาในความคิดคือ โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่จริงๆ ทำให้รู้สึกว่าตัวเรามีขนาดเพียงเล็กนิดเดียว..

    จอเเสดงเส้นทางบินจากโตเกียวไปลงจอดยังสนามบิน LAX ลอสแองเจลิส
    สนามบิน LAX เมืองลอสแองเจลิส
    บรรยากาศของสนามบิน LAX เมืองลอสแองเจลิส USA West Coast

    Take Tour — ทัวร์จีนที่คนไทยนิยม

    เจ้าหน้าที่ของ Take Tour มารับที่สนามบิน แล้วพาไปส่งที่โรงแรม Best Western Plus ใกล้ LAX

    โรงแรม Best Western Plus ใกล้ LAX ที่พักคืนแรกในอเมริกา
    หน้าโรงแรม Best Western Plus ลอสแองเจลิส
    ห้องพักในโรงเเรมBest Western Plus ใกล้ LAX ลอสแองเจลิส
    รถรับ-ส่งสนามบินของโรงแรม Best Western Plus

    ทริปนี้เราเลือกใช้บริการแพ็กเกจทัวร์ของ Take Tour — บริษัทขายแพ็กเกจทัวร์ชื่อดังในอเมริกาที่ดำเนินการโดยชาวจีน เราเรียกติดปากว่า “ทัวร์จีน” แต่จริงๆ ใครก็ใช้ได้ ยังมีเจ้าอื่นอีกอย่าง Tours4Fun แต่เช็คดูแล้วราคาไม่ต่างกันเพราะ Land Operator เป็นเจ้าเดียวกัน

    จุดเด่นของทัวร์แบบนี้คือ ราคาถูกกว่าไปเอง รถบัสคันใหญ่ (จุได้เกือบ 50 ที่นั่ง) ไกด์พูดอังกฤษ-จีน มีโรงแรมพักตลอดรายการ เลือกเกรดได้ ยกเว้นค่าอาหารและค่าเข้าชมสถานที่ต้องออกเองตามอัธยาศัย ถ้ากลุ่ม 4 คนเลือกนอนห้องเดียวกันได้ ก็จะลดค่าใช้จ่ายลงไปอีก (โรงแรมในอเมริกาเตียงใหญ่ นอนสองคนต่อเตียงสบายมาก — น่าจะเพราะฝรั่งตัวใหญ่^^)

    รถบัสโดยสารของ Take Tour

    LA → Las Vegas — ข้ามทะเลทราย 450 กม.

    หลังจากนอนพักหนึ่งคืน เช้าวันรุ่งขึ้นทัวร์ของเราก็ออกเดินทางจากลอสแองเจลิส มุ่งหน้าข้ามรัฐสู่เนวาดา จุดหมายคือลาสเวกัส ระยะทาง 450 กิโลเมตร เส้นทางส่วนใหญ่เป็นไฮเวย์ผ่านพื้นที่ราบแห้งแล้ง ทะเลทรายกว้าง ท้องฟ้าสีฟ้า — เส้นทางที่ดูเรียบแต่มีบรรยากาศในแบบของตัวเอง

    เส้นทางรถยนต์จากลอสเเองเจลิส - ลาสเวกัส ระยะทาง 450 กิโลเมตร
    ไฮเวย์กลางทะเลทรายแคลิฟอร์เนีย เส้นทาง LA–Las Vegas
    ทะเลทรายกว้างระหว่างเส้นทาง LA ไป Las Vegas

    Barstow Station

    จุดพักรถกลางทางที่ Barstow Station — สถานีรถไฟเก่าที่กลายมาเป็นพื้นที่ร้านอาหารและของที่ระลึก บรรยากาศดีในแบบ Route 66

    Barstow Station สถานีรถไฟเก่ากลางทะเลทรายกลายเป็นร้านอาหาร
    บรรยากาศ Barstow Station ของที่ระลึก Route 66
    ปั๊มน้ำมัน 76 ของบริษัท Union Oil
    ปั๊มน้ำมัน Texaco ของบริษัท Chevron

    Fashion Outlets of Las Vegas

    ก่อนถึงลาสเวกัส แวะพักกินข้าวที่ Fashion Outlets of Las Vegas ใกล้กับ Primm Valley Casino Resorts บริเวณพรมแดนแคลิฟอร์เนีย-เนวาดา ที่พึ่งของเราคือร้านอาหารจีนใน Food Court ราคาไม่แพง รสชาติอร่อยถูกปาก^^

    Fashion Outlets of Las Vegas ที่ Primm พรมแดนแคลิฟอร์เนีย-เนวาดา
    Fashion Outlets of Las Vegas ที่ Primm พรมแดนแคลิฟอร์เนีย-เนวาดา
    Primm Valley Casino Resorts บริเวณพรมแดนแคลิฟอร์เนีย-เนวาดา
    Food Court ใน Fashion Outlets of Las Vegas Primm
    Food Court ใน Fashion Outlets Primm
    อาหารจีนที่ร้าน Lotus Express ใน Fashion Outlets of Las Vegas

    เดินย่อยอาหาร แล้วออกเดินทางต่อ

    บรรยากาศของร้านค้าใน Fashion Outlets Primm
    บรรยากาศของร้านค้าใน Fashion Outlets Primm
    ช็อบเปอร์คันสวย บนไฮเวย์กลางทะเลทรายเนวาดา มุ่งหน้าลาสเวกัส
    รถเเวนคันยาว บนถนนกลางทะเลทรายเนวาดาระหว่างเดินทาง

    เห็นสติ๊กเกอร์ครอบครัวติดบนรถตู้ของคันหนึ่ง น่ารักดี นึกอยากเอามาทำมั่ง

    สติ๊กเกอร์ครอบครัวน่ารักติดหน้าต่างรถตู้ที่เห็นระหว่างทาง
    ทิวทัศน์ทะเลทรายหลังออกจาก Primm มุ่งหน้าลาสเวกัส
    ใกล้ถึงลาสเวกัสแล้ว บรรยากาศทางเข้าเมือง Nevada

    ตอนบ่ายแก่ๆ ก็เดินทางถึงเมืองคนบาป.. ลาสเวกัส

    วิวลาสเวกัสและโรงแรมคาสิโนบน The Strip ยามบ่าย
    ถนน Las Vegas Boulevard The Strip ยามบ่าย
    ป้าย Welcome to Fabulous Las Vegas Nevada สัญลักษณ์เมืองคนบาป

    Stratosphere Casino, Hotel & Tower — คืนแรกในลาสเวกัส

    โรงแรมที่พักคืนนี้คือ The Stratosphere Casino, Hotel & Tower ตั้งอยู่บนถนน Las Vegas Boulevard ไม่ไกลจาก The Strip

    Stratosphere มีหอคอยสูง 250 เมตร เป็นจุดชมวิวที่ดีมาก และบนยอดยังมีเครื่องเล่นหวาดเสียวให้ลอง ถ้ากลัวความสูงก็แค่ดูคนอื่นเล่นแทน — ก็สนุกในแบบของตัวเอง

    Stratosphere Casino Hotel and Tower ลาสเวกัส หอคอยสูง 250 เมตร
    เครื่องเล่นต่างๆใน Stratosphere
    ทางไปชั้นดาดฟ้าโรงแรม Stratosphere ลาสเวกัส
    Stratosphere Casino Las Vegas Hotel and Tower
    เครื่องเล่นหวาดเสียวบนหอคอย Stratosphere Tower
    วิว The Strip ลาสเวกัสจากจุดชมวิวบน Stratosphere Tower
    เครื่องเล่นบนยอด Stratosphere Tower ลาสเวกัสระดับความสูง 250 เมตร
    วิวรอบทิศทางจากจุดชมวิว Stratosphere Tower ลาสเวกัส
    บรรยากาศบนหอคอย Stratosphere ชมวิวลาสเวกัสรอบด้าน
    วิวสวยงามของหอคอย Stratosphere Tower
    Stratosphere Tower ลาสเวกัสมองจากด้านล่าง
    บรรยากาศหน้าโรงแรม Stratosphere ลาสเวกัส
    โถงทางเดินชั้นห้องพักโรงแรม Stratosphere
    บรรยากาศในห้องนอนของ Stratosphere Hotel

    ข้อมูลควรรู้ก่อนไป

    วีซ่า USA

    คนไทยต้องขอ B1/B2 Visitor Visa ผ่านสถานทูตสหรัฐฯ มีขั้นตอนสัมภาษณ์ แนะนำให้เตรียมตัวล่วงหน้า [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ th.usembassy.gov]

    บิน BKK → LAX ผ่านโตเกียว

    เวลาบินรวมประมาณ 18-20 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับเวลาต่อเครื่อง [ตรวจสอบตาราง ANA / United Airlines ล่าสุด]

    Take Tour

    แพ็กเกจทัวร์หลายโปรแกรม ราคาขึ้นอยู่กับระยะเวลาและเกรดโรงแรม ไม่รวมอาหารและค่าเข้าชม [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ taketours.com]

    LA → Las Vegas

    ระยะทาง ~435 กม. ขับรถ ~4-5 ชั่วโมง / มีรถบัส Greyhound และ Flixbus [ตรวจสอบตารางล่าสุด]


    ลงเครื่องที่ LAX เช้า ขับรถข้ามทะเลทรายตอนกลางวัน และถึงลาสเวกัสในช่วงบ่าย — เมืองที่ไฟสว่างตลอดคืนและคนไม่นอน

    ตอนต่อไป: ลาสเวกัส เดย์ทัวร์

    \O.O/

  • ตะลุยฝันสองพันไมล์ (2): ฟิลาเดลเฟีย — วอชิงตัน ดีซี

    ตะลุยฝันสองพันไมล์ (2): ฟิลาเดลเฟีย — วอชิงตัน ดีซี

    ทัวร์นกขมิ้นมีหลักการง่ายๆ คือ “ไปเยอะ จ่ายน้อย นอนน้อย” — วันแรกของทริปนี้ยืนยันสูตรดังกล่าวได้ดีมาก

    ออกจากนิวยอร์กแต่เช้า มุ่งหน้าลงใต้สองเมืองรวดใน 1 วัน ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia) และ วอชิงตัน ดี.ซี. (Washington D.C.) ถ้าเอาระยะทางรวมกันก็พอๆ กับขับรถกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ แต่แถมอีก 1 เมือง ด้วยค่าทัวร์ราคาเดียว อันนี้ถือว่าคุ้มมาก (หรือเหนื่อยมาก ขึ้นอยู่กับมุมมอง)^^

    สภาพอากาศของเมือง นิวยอร์ก และ วอชิงตัน ดีซี

    ฟิลาเดลเฟีย — จุดเริ่มต้นของอเมริกา

    จากนิวยอร์กถึงฟิลาเดลเฟียประมาณ 100 ไมล์ ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมงทางรถ ฟิลาเดลเฟียเป็นเมืองใหญ่สุดของ รัฐเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania) และที่สำคัญกว่านั้นคือเมืองหลวงแห่งแรกของสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะย้ายมาที่วอชิงตัน ดีซี ในเวลาต่อมา

    เส้นทางเดินเข้าสู่ย่านประวัติศาสตร์ฟิลาเดลเฟีย ถนนและอาคารโคโลเนียลอเมริกัน

    เราหยุดในย่านประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นที่ตั้งของสองสถานที่หลักที่ทุกทัวร์ต้องแวะ

    ดิ อินดีเพนเดนซ์ ฮอลล์ (The Independence Hall)

    Visitor Center ของ อินดีเพนเดนซ์ ฮอลล์

    อินดีเพนเดนซ์ ฮอลล์สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1753 เดิมเป็นสภานิติบัญญัติของรัฐเพนซิลเวเนีย แต่ชื่อเสียงของมันมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอาคารนี้ — ที่นี่คือที่ที่ลงมติรับรองคำประกาศอิสรภาพในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 และต่อมาในปี ค.ศ. 1787 ก็เป็นสถานที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกาด้วย UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1979

    อาคาร Independence Hall — ที่เห็นอยู่บนธนบัตร 100 ดอลลาร์
    ด้านหน้าอาคาร Independence Hall — ที่เห็นอยู่บนธนบัตร 100 ดอลลาร์
    หอระฆังบนยอดอาคาร Independence Hall กลางท้องฟ้าสีคราม
    รูปปั้น จอร์จ วอชิงตัน ด้านหน้าอาคาร Independence Hall

    ตรงข้ามกันคือ Liberty Bell Center อาคารกระจกที่เก็บระฆังเสรีภาพไว้

    Liberty Bell Center อาคารกระจกสมัยใหม่ตรงข้าม Independence Hall

    ระฆังเสรีภาพ (Liberty Bell)

    Liberty Bell Center เปิดให้เข้าชมฟรี ภายในมีนิทรรศการเล่าประวัติของระฆังใบนี้ตั้งแต่ต้น

    ลานหน้า Liberty Bell Center ผู้คนเดินชมรอบบริเวณ
    อาคาร Liberty Bell Center มุมมองจากด้านนอก
    ป้าย Liberty Bell Center บนกำแพงอิฐ แสดงชื่อศูนย.
    ป้าย Liberty Bell Center ตั้งอยู่บนผนังอิฐ แสดงชื่อศูนย์และโลโก้

    ระฆังเสรีภาพมีเส้นรอบวง 12 ฟุต หนัก 2,080 ปอนด์ แขวนเป็นระฆังประจำเมืองฟิลาเดลเฟียตั้งแต่ปี ค.ศ. 1753 ใช้ตีเมื่อมีการประชุมสภาหรือเหตุการณ์สำคัญ ต่อมาถูกตีประกาศเอกราชในปี 1776 รอบระฆังสลักข้อความที่กลายเป็นอมตะว่า

    “Proclaim LIBERTY throughout all the land unto all the inhabitants thereof”
    (ขอให้เสรีภาพจงมีแด่คนทุกคนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้)

    แผ่นจารึกข้อความบน Liberty Bell
    ตัวระฆัง Liberty Bell ที่จัดแสดงในศูนย์นิทรรศการ
    Liberty Bell จัดแสดงในศูนย์นิทรรศการ มี Independence Hall เป็นฉากหลัง

    แล้วก็มีช็อตสำเร็จรูปที่ทุกคนต้องถ่าย — เอาธนบัตร 100 ดอลลาร์มาถือหน้าอาคาร เพราะ Independence Hall เป็นภาพที่พิมพ์อยู่ด้านหลังธนบัตรใบนั้นพอดี ^^

    ถือธนบัตร 100 ดอลลาร์สหรัฐกับอาคาร Independence Hall เป็นฉากหลัง

    วอชิงตัน ดี.ซี. — เมืองหลวงที่ไม่ใช่รัฐ

    จากฟิลาเดลเฟียไปวอชิงตัน ดีซี อีกประมาณ 140 ไมล์ ใช้เวลาราว 2.5 ชั่วโมง รวมแล้วนั่งรถมาเกือบ 5 ชั่วโมงในวันเดียว อย่างนี้แหละคือทัวร์นกขมิ้น

    วอชิงตัน ดี.ซี. (Washington, D.C.) เป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำ Potomac คำว่า “ดี.ซี.” ย่อมาจาก District of Columbia — เป็นเขตปกครองพิเศษที่ไม่สังกัดรัฐใดในอเมริกา ไม่ใช่รัฐ และไม่ขึ้นกับรัฐข้างเคียง

    หลายคนสับสนกับ รัฐวอชิงตัน (Washington State) ซึ่งเป็นคนละที่กันคนละฝั่งประเทศ รัฐวอชิงตันอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ มีซีแอตเทิล (Seattle) เป็นเมืองใหญ่สุดของรัฐ ส่วนวอชิงตัน ดีซี อยู่ทางชายฝั่งตะวันออก

    ชื่อเมืองนี้ตั้งตาม จอร์จ วอชิงตัน (George Washington) ประธานาธิบดีคนแรก บวกกับชื่อของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา (ที่มาของคำว่า “Columbia”) จอร์จ วอชิงตันเลือกพื้นที่นี้เป็นเมืองหลวงถาวรในปี ค.ศ. 1790 หลังจากที่สหรัฐฯ ย้ายเมืองหลวงหลายครั้ง รวมถึงที่ฟิลาเดลเฟียด้วย

    National Mall — ลานสนามหน้าบ้านของอเมริกา

    National Mall คือพื้นที่สวนสาธารณะกลางกรุง ทอดยาวจาก อนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial) ไปจนถึง อาคารรัฐสภา (US Capitol) เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญส่วนใหญ่ของวอชิงตัน

    National Mall ช่วงบ่าย ผู้คนเดินเล่นใต้ต้นไม้สีเขียวขจี

    เราโชคดีอย่างหนึ่งคือมาถูกช่วง — ฤดูซากุระบานของ DC ตกประมาณปลายมีนาคมถึงต้นเมษายน และปีนั้นซากุระยังเหลืออยู่พอดี บรรยากาศที่ National Mall ระหว่างซากุระบานกับท้องฟ้าสีฟ้าใสนั้น.. ได้มาฟรีโดยไม่ต้องตั้งใจ ^^

    ซากุระบานทั่วบริเวณเมืองวอชิงตัน ดีซี

    ทางด้านซ้ายของ Mall เป็นกลุ่มอาคารของ สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) — อภิมหาเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และสถาบันวิจัยที่ใหญ่สุดในโลก เปิดให้เข้าชมฟรีทั้งหมด มีพิพิธภัณฑ์กว่า 19 แห่งและสวนสัตว์ในความดูแล เก็บวัตถุกว่า 136 ล้านชิ้น ตั้งแต่ดาวอุกกาบาตไปจนถึงยานอวกาศ

    แผนที่ Smithsonian Institution บริเวณ National Mall วอชิงตัน ดีซี
    แผนที่แสดงตำแหน่ง Smithsonian Castle และพิพิธภัณฑ์รอบข้าง

    อาคารที่เห็นง่ายสุดคือ Smithsonian Castle ตึกหินสีแดงสไตล์ Gothic ตรงกลาง Mall ทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลและสำนักงานใหญ่

    Smithsonian Castle อาคารหินสีแดงสไตล์ Gothic กลาง National Mall

    พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ (NASM)

    เวลาจำกัด เลือกได้แค่หนึ่ง เราเลือก National Air and Space Museum (NASM) เพราะอยากเห็นเครื่องบินของจริง

    NASM เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีคนเข้าชมมากที่สุดของ Smithsonian เก็บรวบรวมเครื่องบินและยานอวกาศจริงที่เคยใช้งาน ทั้งต้นแบบและเครื่องสำรอง ทุกชิ้นที่อยู่ที่นี่คือของจริง ไม่ใช่จำลอง

    ภายในห้องโถง NASM เครื่องบินประวัติศาสตร์แขวนห้อยจากเพดาน
    เครื่องบินและยานอวกาศหลากหลายชนิดจัดแสดงใน NASM
    จรวดและแคปซูลอวกาศในห้องจัดแสดง NASM
    เครื่องบินรุ่นเก่าจัดแสดงใน NASM ผู้เข้าชมยืนดูอยู่รอบๆ
    เด็กๆ ดูแบบจำลองจรวดและยานอวกาศในพิพิธภัณฑ์

    น่าอิจฉาเด็กๆ อเมริกันจริงๆ ที่มีพิพิธภัณฑ์แบบนี้ให้มาเรียนรู้ฟรีตั้งแต่ยังเล็ก..

    เครื่องบินรุ่นเก่าและยานอวกาศเต็มห้องโถงของ NASM

    ไฮไลท์ส่วนตัวคือห้องที่จัดแสดง เครื่องบินต้นแบบของพี่น้องตระกูลไรต์ (Wright Brothers) มันเล็กกว่าที่คิดมาก แต่พอนึกว่านี่คือต้นกำเนิดของการบินสมัยใหม่ทั้งหมด ก็รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มากๆ ในแบบที่ไม่ต้องใหญ่จริงๆ

    ห้องจัดแสดง Wright Brothers เครื่องบิน Flyer ต้นแบบของพี่น้องไรต์ใน NASM
    เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการประดิษฐ์เครื่องบินของ Wright Brothers

    เดินเล่นรอบ National Mall กลางซากุระบาน

    ออกจาก NASM มาเจอซากุระบานรอบ National Mall อีกรอบ — รู้สึกว่าวอชิงตัน ดีซี ใจดีมากที่จัดให้ดูฟรีๆ ^^

    ต้นซากุระบานสีชมพูรอบสระน้ำ Tidal Basin วอชิงตัน ดีซี
    ดอกซากุระสีชมพูบานสะพรั่งกลางฤดูใบไม้ผลิ DC
    นักเเสดงเปิดหมวกในสวนสาธารณะ National Mall
    ได้ยินเสียงดนตรีไม่ทันตั้งใจ — ของแถมฟรีอีกอย่าง
    ผู้คนนั่งเล่นกลางสนามหญ้าในสวนสาธารณะ National Mall

    ระหว่างเดิน แวะผ่าน National History Museum และ Hirshhorn Museum and Sculpture Garden พิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่สวนประติมากรรมด้านนอกเดินชมฟรี

    National History Museum อาคารหินขาวสไตล์คลาสสิกใน National Mall
    National History Museum
    พิพิธภัณฑ์ Hirshhorn Museum
    Hirshhorn Museum
    ประติมากรรมโลหะสีแดงในสวน Hirshhorn Museum
    ประติมากรรมโลหะนามธรรมกลางแจ้งในสวน Hirshhorn
    ประติมากรรมรูปทรงอิสระกลางสวนด้านนอก Hirshhorn Museum
    อาคาร NASM มุมมองจากด้านนอก ผนังอลูมิเนียมสะท้อนแสงแดด

    อนุสรณ์สถานรอบ National Mall

    ทิวทัศน์ Lincoln Memorial มุมมองจาก Reflecting Pool กลางฤดูซากุระ

    อนุสรณ์สถานลินคอล์น (Lincoln Memorial)

    ตั้งอยู่สุดปลายตะวันตกของ National Mall เป็นอาคารหินอ่อนสไตล์กรีก มีเสาแบบดอริค 38 ต้นรอบอาคาร — ตัวเลข 38 หมายถึง 38 รัฐที่รวมกันอยู่ในสมัยประธานาธิบดีลินคอล์น

    ภายในอาคารมีรูปปั้นของ ประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ในท่านั่ง ด้านผนังซ้ายสลักสุนทรพจน์ Gettysburg Address

    “The government of the people, by the people, for the people”

    รูปปั้น Abraham Lincoln ภายใน Lincoln Memorial ท่านั่ง
    ด้านหน้า Lincoln Memorial สถาปัตยกรรมกรีกคลาสสิกหินอ่อน เสาดอริค 38 ต้น

    มุมมหาชนที่คุ้นตา — มองจากบันไดหน้าอนุสรณ์สถานออกไปยัง Reflecting Pool และ Washington Monument เส้นตรงทอดไปไกล เห็นแล้วเข้าใจว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นสถานที่ชุมนุมประท้วงประวัติศาสตร์บ่อยมาก

    อนุสรณ์สถานลินคอล์นในวอชิงตัน มองเ.
    ภาพแสดงอนุสรณ์สถานลินคอล์นและผู้คนจำนวนมากที่มาเยื.

    อนุสรณ์สถานสงครามเกาหลี (Korean War Memorial)

    ผู้คนเดินชมอนุสรณ์สถานสงครามเกาหลีใน National Mall

    ไม่ไกลจาก Lincoln Memorial มีอนุสรณ์สถานสงครามเกาหลีที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1995 บอกตรงๆ ว่าอันนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างมาก

    ตรงกลางสวนมีรูปหล่อเหล็กกล้า 19 ตัว เป็นทหารจากกองกำลังต่างๆ ของสหรัฐ สวมเสื้อฝน มือถือปืน เดินในท่าลาดตระเวน ใบหน้าแต่ละตัวแสดงออกถึงความเหนื่อยล้าและตึงเครียดชัดเจน มันไม่ได้ดูน่าเกรงขาม แต่ดูน่าเวทนา — ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ศิลปินตั้งใจไว้

    อนุสรณ์สถานสงครามเกาหลีและดอกไม้รำลึก
    รูปปั้นทหารสงครามเกาหลีในท่าลาดตระเวน สวมเสื้อฝนมือถือปืน
    อนุสรณ์สถานสงครามเกาหลีในสวนสาธารณะ National Mall
    สระน้ำ Tidal Basin พร้อมซากุระบานรอบขอบ วอชิงตัน ดีซี

    ที่คิดไว้ กับที่ได้เจอจริง

    ก่อนมาวอชิงตัน ดีซี รายการที่อยากเห็นมีอยู่สองอย่างชัดเจน — อาคารรัฐสภา (US Capitol) และ ทำเนียบประธานาธิบดี (The White House)

    ผลปรากฏว่า..

    US Capitol — อยู่ระหว่างบูรณะ มีนั่งร้านคลุมโดมทั้งหมด

    US Capitol ภาพที่คิดไว้ว่าจะได้เห็น โดมสีขาวสวยงาม
    ภาพที่คิดไว้ว่าจะได้มาเห็น

    ภาพจริงที่ได้เจอ: อาคารรัฐสภากำลังคาดผ้าปิดปาก 😫

    อาคารรัฐสภาสหรัฐ US Capitol มีนั่งร้านบูรณะคลุมโดมทั้งหมด

    Washington Monument อันนี้ยังเห็น อย่างน้อยก็ได้ถ่ายรูป

    Washington Monument เสาหินแกรนิตสูงตระหง่านบนท้องฟ้าสีคราม

    The White House — เทศกาลอีสเตอร์ปีนั้นมีกิจกรรม Easter Egg Roll ที่ทำเนียบ เข้าใกล้ได้แค่ถ่ายรูปไกลๆ คราวหน้าละกัน..

    ทำเนียบขาว White House มุมมองจากระยะไกล กลางฤดูซากุระบาน

    ปิดท้ายวันด้วยล่องเรือแม่น้ำ Potomac

    ก่อนออกเดินทางกลับ แวะล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำ Potomac ยามเย็น น้ำนิ่ง สองฝั่งมีอาคารและสวนสาธารณะสลับกัน หลังเดินมาเกือบทั้งวัน การนั่งเรือนิ่งๆ ดูวิวถือเป็นของแถมที่ดีมาก

    ป้าย Washington Marina ท่าเทียบเรือล่องแม่น้ำ Potomac
    นักท่องเที่ยวกำลังลงจากเรือ Patriot II
    บ้านพักริมแม่น้ำ Potomac สถาปัตยกรรมโคโลเนียลกลางต้นไม้
    บ้านพักริมแม่น้ำ Potomac สถาปัตยกรรมโคโลเนียลกลางต้นไม้
    จากบนเรือ มองเห็น Washington Monument อยู่ไม่ไกล
    อาคารสถาปัตยกรรมริม Potomac River ในฤดูซากุระบาน

    ขากลับผ่านแถว Ronald Reagan Washington National Airport ระหว่างทางแวบมองเห็น เพนตากอน (Pentagon) หรือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐ อาคารทรงห้าเหลี่ยมขนาดมหึมาที่เห็นบ่อยในหนัง — ได้เห็นของจริงครั้งแรก ใหญ่จริงๆ ตามสเปก

    Ronald Reagan Washington National Airport มุมมองจากบนเรือ
    Ronald Reagan Washington National Airport
    เครื่องบินกำลังบินขึ้นจาก Ronald Reagan Washington National Airport
    อาคาร Pentagon กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา รูปทรงห้าเหลี่ยม มุมมองจากระยะไกล
    เครดิตภาพ: Google.com

    ผ่านไปแค่วันเดียว ไปมาสองเมือง เดินเกือบทั้งวัน เจออะไรต่างๆ มาเยอะจนรู้สึกว่าหัวแน่น แต่โปรแกรมทัวร์ยังไม่หยุด — ตอนต่อไปคือสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ น้ำตกไนแองการา (Niagara Falls)

    \O.O/


    แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

    ← ตะลุยฝันสองพันไมล์ (1): Hello New York | ตะลุยฝันสองพันไมล์ (3): น้ำตกไนแองการา →

  • ตะลุยฝันสองพันไมล์ (6): บอสตัน-นิวยอร์ก

    หลังมื้อเที่ยง ทัวร์นกขมิ้นของเราออกเดินทางไกลอีกครั้ง จากเมืองคิวเบคซิตี้ (Quebec City) ฝั่งแคนาดา ยิงยาวข้ามพรมแดนกลับสหรัฐฯ ไปจบที่บอสตัน (Boston) ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมง กว่าจะเช็คอินโรงแรมก็นั่งนับเลขสามทุ่มเข้าไปแล้ว ที่โหดกว่านั้นคือกำหนดนัดหมายเช็คเอาต์-ขึ้นรถวันพรุ่งนี้ตอน 06:00 ตรง..🙄

    โปรแกรมวันนี้คือการเที่ยวเก็บตกเมืองบอสตันในช่วงเช้า ก่อนจะตีรถยาว 4 ชั่วโมงเพื่อกลับไปจบที่นิวยอร์ก (New York) ซึ่งถ้านึกถึงความเหนื่อยจากการเดินทางแล้ว การที่เรารีบทำเวลากันตั้งแต่ไก้โห่เช้านี้ก็นับว่าคุ้ม เพราะอย่างน้อยก็ไม่ต้องไปถึงนิวยอร์กตอนกลางดึกให้หมดสภาพก่อนเริ่มวันใหม่อีก

    บอสตัน (Boston): เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่เดินสนุกกว่าที่คิด

    สารภาพว่าตอนแรกแอบคิดว่าเมืองนี้จะน่าเบื่อ เพราะใครๆ ก็พูดถึงแต่เรื่อง “เมืองมหาวิทยาลัย” กับ “เมืองประวัติศาสตร์” ฟังดูเหมือนต้องเดินดูตึกเก่ากับป้ายอธิบายทั้งวัน แต่พอได้ลองไปเดินจริงกลับติดใจ เพราะมันเป็นเมืองที่ขนาดกำลังดี เดินได้ไม่เหนื่อยเกินไป ไม่ใหญ่จนหลงเหมือนนิวยอร์ก แถมยังมีรถไฟใต้ดินที่เขาเรียกกันว่า “The T” ที่พาไปได้แทบจะทั่วเมือง (เเต่เราไม่มีโอกาสได้ขึ้น ^^)

    บอสตันคือเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเมืองหนึ่งของอเมริกา อยู่ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1630 และเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติอเมริกา ทริปนี้เราเลยขอเก็บ 5 จุดเช็คอินในหนึ่งวันแบบไม่รีบร้อน ตั้งแต่มหาวิทยาลัยระดับโลก โบสถ์เก่า ล่องเรือชมอ่าว ไปจนถึงตลาดเก่าแก่ที่สุดของประเทศ มาเดินย้อนความทรงจำไปพร้อมกัน


    ฮาร์วาร์ด (Harvard University) มหาวิทยาลัยที่เก่ากว่าตัวประเทศ

    Harvard Yard, Cambridge – MA, United States
    ตรา/สัญลักษณ์ “Veritas” ของ Harvard — คำว่า Veritas ที่แปลว่า “ความจริง” และเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

    เริ่มที่ดาวเด่นก่อน ฮาร์วาร์ดก่อตั้งปี 1636 ซึ่งเก่าแก่กว่าการประกาศอิสรภาพของอเมริกาถึง 140 ปี! เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ ตั้งอยู่ในเมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำชาร์ลส์ (Charles ) นั่งสาย Red Line ลงสถานี Harvard ปุ๊บก็ถึงประตูมหาวิทยาลัยปั๊บ สะดวกดีจริง

    รูปปั้นจอห์น ฮาร์วาร์ด (John Harvard Statue)

    หัวใจของที่นี่คือ Harvard Yard ลานหญ้ากว้างที่ล้อมด้วยอาคารอิฐแดงสุดคลาสสิกตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 บรรยากาศจะคึกคักไปด้วยนักศึกษาเดินขวักไขว่ปนนักท่องเที่ยวที่มาเข้าคิวถ่ายรูปกับ รูปปั้น John Harvard

    คนไปฮาร์วาร์ดร้อยละ 90 จะต้องไปต่อคิวลูบเท้าซ้ายรูปปั้น John Harvard เพื่อความโชคดี (เห็นรองเท้ามันวาวเชียว) มีเกร็ดขำๆเล่าว่า คนในเขารู้กันว่านี่คือ “Statue of Three Lies” (รูปปั้นแห่ง 3 คำโกหก) เพราะข้อมูลของรูปปั้นนี้มันผิดตั้งสามจุด:

    1. โกหกเรื่องชื่อ: รูปปั้นนี้ไม่ใช่หน้าตาของ John Harvard จริงๆ เพราะไม่มีใครรู้ว่าหน้าตาเขาเป็นยังไงตอนเขายังมีชีวิตอยู่ ช่างปั้นเลยต้องเอานักศึกษาหน้าตาดีคนหนึ่งมาเป็นนายแบบแทน 😊
    2. โกหกเรื่องปีที่ก่อตั้ง: บนฐานรูปปั้นเขียนว่าก่อตั้งปี 1638 ซึ่งจริงๆ แล้วมหาวิทยาลัยก่อตั้งปี 1636
    3. โกหกเรื่องสถานะ: ป้ายบอกว่าเขาเป็นผู้ก่อตั้ง (Founder) แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นแค่ “ผู้บริจาคเงินคนแรก” (Benefactor) ที่เสียชีวิตแล้วทิ้งเงินมรดกกับหนังสือส่วนตัวจำนวนหนึ่งไว้ให้โรงเรียน เลยถูกยกย่องเป็นชื่อมหาวิทยาลัยไป

    Memorial Church of Harvard University

    นี้ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญอีกจุดของ Harvard Yard สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้กับนักศึกษาและคณาจารย์ของฮาร์วาร์ดที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1

    อาคาร Widener Library

    เป็นหอสมุดที่ใหญ่ที่สุดของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) อาคารนี้โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิก (Neoclassical) ที่ดูขรึมและยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่ตั้งอยู่ภายใน Harvard Yard

    Widener Library

    ถ้าไปเที่ยวเอง สามารถไปลงทัวร์เดินฟรีที่นำโดยนักศึกษาจริง ออกจาก Visitor Center ในตึก Smith Campus Center ใช้เวลาเดินประมาณ 45-60 นาที ได้ฟังเรื่องราววงในที่หาอ่านไม่ได้ในกูเกิล สิ่งที่ต้องเตือนคือ ต้องจองล่วงหน้า และช่วง 25 พฤษภาคม–7 มิถุนายน ทุกปี จะเป็นช่วงรับปริญญา เขาจะปิด Harvard Yard ไม่ให้บุคคลภายนอกเข้า ถ้าไปช่วงนั้นพอดีจะได้แค่ยืนมองรั้ว

    อาคารธนาคารออมสินในเมืองเคมบริดจ์.

    ก่อนกลับเเวะซื้อของที่ระลึกกันหน่อย นักท่องเที่ยวจับจ่ายกันกระจาย


    เอ็มไอที (MIT) มหาวิทยาลัยที่สถาปัตยกรรมประหลาดแบบตั้งใจ

    ห่างจากฮาร์วาร์ดไปตามถนน Massachusetts Avenue แค่ไม่กี่ป้ายรถไฟ ก็ถึง สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT – Massachusetts Institute of Technology) ที่นี่เป็นสถาบันการศึกษาระดับโลกอีกเเห่ง ก่อตั้งเมื่อ: 10 เมษายน ค.ศ. 1861 โดย วิลเลียม บาร์ตัน โรเจอร์ส (William Barton Rogers) นักวิทยาศาสตร์ที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล

    แนวคิด: โรเจอร์สต้องการปฏิรูปการศึกษารูปแบบใหม่ โดยเน้นการเรียนที่รวมเอา “สติปัญญา” (ทฤษฎี) เข้ากับ “มือ” (การปฏิบัติ) ซึ่งเป็นที่มาของคำขวัญสถาบันว่า “Mens et Manus” (Mind and Hand) ที่แปลว่า “จิตใจและมือ” นั่นเอง

    ในยุคแรก MIT เคยมีชื่อเรียกไม่เป็นทางการว่า “บอสตันเทค” (Boston Tech) ก่อนจะย้ายที่ตั้งจากบอสตันมาอยู่ฝั่งเมืองเคมบริดจ์ (Cambridge) ริมแม่น้ำชาร์ลส์ในปี 1916 จนถึงปัจจุบัน

    ยุคสงครามโลก: MIT มีส่วนสำคัญอย่างมากในการวิจัยทางทหาร เช่น การพัฒนาระบบเรดาร์ ระบบเล็งเป้า และเทคโนโลยีที่จำเป็นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

    ยุคบุกเบิกเทคโนโลยี: หลังสงคราม MIT กลายเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ ทั้งเรื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานได้แบบ Real-time (โครงการ Whirlwind) ไปจนถึงการสนับสนุนโครงการอวกาศอพอลโลที่ส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์

    ทำไมถึงดังระดับโลก? นอกจากงานวิจัยที่เปลี่ยนโลกแล้ว ศิษย์เก่าและคณาจารย์ของที่นี่ได้รับรางวัลโนเบลรวมกันมากกว่า 100 คน (เน้นหนักไปทางฟิสิกส์ เคมี และเศรษฐศาสตร์)


    โบสถ์ทรินิตี้ และ Copley Square (Trinity Church & Copley Square)

    กลับข้ามแม่น้ำมาฝั่งบอสตัน แล้วมาที่ย่าน Back Bay ซึ่งเป็นย่านที่เราชอบบรรยากาศที่สุดในเมือง จุดศูนย์กลางคือ Copley Square ลานกว้างที่ล้อมด้วยตึกเก่ากับตึกกระจกสมัยใหม่ปนกันแบบลงตัวจนแปลกตา

    แผนที่เส้นทางมาราธอน A.A. Boston แสดงเส้นท.
    แผนที่เส้นทางมาราธอน A.A. Boston แสดงเส้นทางและเขตต่าง ๆ ของที่นี่

    บอสตันไม่ได้มีดีแค่ตึกสวย แต่ยังเป็นบ้านของ Boston Marathon มาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่จักกันมาตั้งเเต่ปี 1897 และเป็นแรงบันดาลใจให้คนนับล้านอยากมาเยือนเมืองนี้สักครั้ง..

    เส้นชัยของบอสตันมาราธอนคือ Boylston Street ที่อยู่ติดกับ Copley Square ทำให้ย่านนี้เป็นจุดจบของการแข่งขันแบบดั้งเดิม

    พื้นที่ Copley Square Park ถูกใช้รองรับงานอีเวนต์ของมาราธอนมานาน เช่น athlete services, volunteer operations และ medical tents

    แม้เราจะเป็น สายเดินกิน มากกว่า สายวิ่งมาราธอน 😁 แต่บรรยากาศความฮึกเหิมของเมืองในช่วงที่จัดงานมันส่งพลังให้คนทั่วไปแบบเราต้องมนต์ไปด้วยจริงๆ^^

    Fairmont Copley Plaza โรงแรมประวัติศาสตร์สไตล์ Italian Renaissance Revival ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่าน Back Bay ของบอสตัน

    พระเอกของลานนี้คือ Trinity Church โบสถ์ที่สร้างเสร็จปี 1877 ออกแบบโดย H. H. Richardson จนกลายเป็นต้นแบบของสไตล์สถาปัตยกรรมที่เรียกตามชื่อเขาว่า “Richardsonian Romanesque” จุดที่คนชอบถ่ายกันคือเงาสะท้อนของโบสถ์หินก้อนใหญ่บนผนังกระจกของตึก John Hancock ที่อยู่ข้างหลัง เก่ากับใหม่ยืนคู่กันแบบนี้แหละที่ทำให้มุมนี้ดัง

    ข้างในเปิดให้เข้าชม วันอังคาร–เสาร์ ประมาณ 10:00–16:30 น. และวันอาทิตย์ ค่าเข้าผู้ใหญ่ราว 10 ดอลลาร์ โบสถ์อยู่ติดสถานี Copley สาย Green Line เดินไม่กี่ก้าว [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]

    Massachusetts State House เป็นที่ทำการของรัฐบาลรัฐแมสซาชูเซตส์ อาคารนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1798 ตึกนี้จุดเด่นที่สุดคือ โดมสีทอง (ที่ใช้ทองคำเปลวปิดทับจริงๆ) ซึ่งส่องประกายจนเห็นได้ชัดจากระยะไกล และโดมสีทองนี้เองที่เป็นสัญลักษณ์ของรัฐแมสซาชูเซตส์


    ล่องเรือชมอ่าวบอสตัน (Boston Harbor Cruise)

    โรงแรม Marriott Long Wharf ซึ่งมีลักษณะเด่นคือโครงสร้างอิฐสีแดงและรูปทรงเชิงลาดที่เป็นเอกลักษณ์

    เดินเที่ยวมาตั้งเเต่เช้าขาเริ่มล้า ทัวร์เราเลยเปลี่ยนอิริยาบถมานั่งเรือบ้าง การล่องเรือชมอ่าวบอสตันเป็นวิธีมองเมืองจากอีกมุมที่ขาไม่ต้องทำงาน (อันนี้ชอบ) เรือออกจาก Long Wharf ซึ่งอยู่ระหว่าง New England Aquarium กับโรงแรม Marriott Long Wharf

    ทริปยอดนิยมคือ Historic Sightseeing Cruise ล่องราว 60 นาที มีบรรยายสดตลอดทาง ระหว่างทางได้เห็น USS Constitution เรือรบฟริเกตจากปี 1797 ที่เป็นเรือรบประจำการที่เก่าแก่ที่สุดในกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ยังลอยน้ำได้อยู่ รวมถึงประภาคาร Boston Light และวิวเส้นขอบฟ้าเมืองจากกลางอ่าว ค่าตั๋วผู้ใหญ่ราว 17-28 ดอลลาร์ ขึ้นกับช่วงและรอบ ใครมาหน้าร้อนแล้วมีเวลาเหลือ ที่นี่ยังมีทริปดูวาฬด้วย แต่ขอเตือนว่าใช้เวลาครึ่งวันและคลื่นแรงกว่ามาก [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]


    ตลาดควินซี (Quincy Market) ปิดทริปด้วยของกิน

    จบทริปแบบที่ท้องมีความสุขที่สุดต้องมาที่ Quincy Market ตลาดฟู้ดฮอลล์ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1826 ตั้งอยู่ติดกับ Faneuil Hall อาคารประวัติศาสตร์จากปี 1742 ที่เคยเป็นทั้งตลาดและที่ชุมนุมปราศรัยสมัยปฏิวัติอเมริกา จนได้ฉายาว่า “Cradle of Liberty”

    ทุกวันนี้ตัวอาคารโถงยาว (Colonnade) ข้างในอัดแน่นด้วยร้านอาหารกว่า 25 ร้าน ของที่คนมาบอสตันต้องลองคือ คลัมชาวเดอร์ (clam chowder ซุปหอยข้นๆ เสิร์ฟในชามขนมปัง) กับล็อบสเตอร์โรล ที่นี่มีครบ บวกพิซซ่า ซีฟู้ด ไอศกรีม ของหวานสารพัด เดินวนเลือกจนตัดสินใจไม่ถูก (ปัญหาที่ดี^^) บรรยากาศจอแจ มีศิลปินเปิดหมวกแสดงตามลานข้างนอกเป็นระยะ

    แผ่นป้ายอนุสรณ์ (Plaque) ที่อุทิศให้กับ Bill Rodgers ตำนานนักวิ่งมาราธอนผู้ชนะการแข่งขัน Boston Marathon ถึง 4 สมัย

    ป้ายนี้ตั้งอยู่ใกล้กับบริเวณ Quincy Market หรือย่าน Faneuil Hall เป็นจุดที่สื่อถึงความผูกพันของเมืองนี้กับงานวิ่งมาราธอนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ในแผ่นป้ายจะจารึกถึงความทุ่มเทของเขาที่มีต่อชุมชนบอสตันและการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการวิ่งมาราธอน

    ตลาด มาถึงนั่งรถไฟลงสถานี State หรือ Government Center เดินไม่ไกล จุดนี้เป็นปลายทางของเส้นทางเดินประวัติศาสตร์ Freedom Trail พอดี ใครมีแรงเหลือเดินต่อตามเส้นอิฐแดงบนพื้นได้เลย [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]


    ข้อมูลควรรู้ก่อนไป

    หัวข้อรายละเอียด
    ทัวร์มหาวิทยาลัยฟรีทั้ง Harvard และ MIT แต่ต้องจองล่วงหน้า
    Harvard Yard ปิด25 พ.ค.–7 มิ.ย. ทุกปี (ช่วงรับปริญญา) วางแผนเลี่ยงถ้าอยากเข้าลาน
    Quincy Marketเปิดจันทร์–เสาร์ ประมาณ 10:00–21:00 น. และอาทิตย์ 12:00–18:00 น. แต่ละร้านอาจเปิด-ปิดไม่ตรงกัน
    งานวิ่ง Boston Marathonจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันจันทร์สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน เมษายน ซึ่งตรงกับวันหยุดที่เรียกว่า “วันแพทริออต” (Patriots’ Day)
    รองเท้าเมืองนี้เดินเยอะมาก ใส่รองเท้าที่เดินได้ทั้งวันมา จะขอบคุณตัวเอง^^

    บอสตันไม่ใช่เมืองที่หวือหวา แต่เป็นเมืองที่ยิ่งเดินยิ่งชอบ มันมีจังหวะของมันเอง เก่ากับใหม่ปนกันลงตัว มีของกินอร่อย มีเรื่องเล่าทุกหัวมุม

    เราอำลาบอสตันช่วงบ่ายเพื่อเดินทางกลับสู่นิวยอร์ก จบทริปหรรษา (เดินจนขาเมื่อย) USA-Canada ได้อย่างอย่างราบรื่น ^^

    \O.O/

    ← ตะลุยฝันสองพันไมล์ (5):มอนทรีออล – ควิเบกซิตี้

  • ตะลุยฝันสองพันไมล์ (5): มอนทรีออล – ควิเบกซิตี้

    ออกจากออตตาวาเช้าตรู่ วันนี้ขับต่ออีก 280 ไมล์ (451 กิโลเมตร) มุ่งหน้าเข้ารัฐควิเบก — ดินแดนที่รู้สึกได้ทันทีว่าแตกต่างจากส่วนอื่นของแคนาดา ป้ายถนนเป็นภาษาฝรั่งเศส วิทยุในรถพูดฝรั่งเศส คนในร้านทักทายเป็นฝรั่งเศสก่อนเสมอ และถ้าเราตอบเป็นอังกฤษ ก็ยังตอบเป็นฝรั่งเศสต่อ (อุปนิสัยที่คนเดินทางต้องปรับตัว)

    สองเมืองในหนึ่งวัน: มอนทรีออลก่อนบ่าย แล้วต่อควิเบกซิตี้ก่อนพระอาทิตย์ตก


    มอนทรีออล (Montreal)

    มอนทรีออลเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐควิเบก และใหญ่เป็นอันดับสองของแคนาดา รองจากโตรอนโต ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ Saint Lawrence ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐ กว้าง 14 กิโลเมตร ยาว 51 กิโลเมตร เดิมชื่อ Ville-Marie (City of Mary) ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น Montreal — น่าจะมาจากชื่อ Mont Royal ภูเขาไฟเก่าแก่ใจกลางเมืองที่ยังคงเห็นได้ชัดเจน

    ภาษาทางการของมอนทรีออลคือฝรั่งเศส และเมืองนี้คือเมืองที่มีประชากรพูดภาษาฝรั่งเศสมากที่สุดเป็นอันดับสองในโลก รองจากปารีสเท่านั้น — ฟังดูใหญ่โตมาก แต่ก็เป็นความจริง

    Notre-Dame Basilica — โบสถ์ที่ข้างในสวยกว่าที่คิด

    Notre-Dame Basilica เป็นโบสถ์คาทอลิกสร้างปี 1830 สถาปัตยกรรม Gothic Revival ยืนนิ่งอยู่กลางย่าน Old Montreal มาเกือบสองร้อยปี ดูจากภายนอกก็สวยแล้ว แต่ความแปลกใจอยู่ที่ข้างใน เพดานสีน้ำเงินเข้มเต็มไปด้วยดาว แสงสีทองจากเชิงเทียนและกระจกสี บรรยากาศเงียบ ขรึม และสวยถึงขนาดที่ทำให้ยืนนิ่งดูอยู่นานโดยไม่รู้ตัว

    ภายนอกเรียบ ภายในตะลึง — เป็นแบบนั้นจริงๆ

    บรรยากาศสวยงามภายใน Notre-Dame Basilica มอนทรีออล
    ภายในโบสถ์ — สวยกว่าที่คิดไว้มาก
    บรรยากาศภายใน Notre-Dame Basilica มอนทรีออล เพดานสีน้ำเงินเข้มประดับดาวและแสงสีทอง
     บรรยากาศภายใน Notre-Dame Basilica มอนทรีออล เพดานสีน้ำเงินเข้มประดับดาวและแสงสีทอง

    Montreal City Hall: ศาลาว่าการเมืองมอนทรีออล

    ศาลาว่าการเมืองมอนทรีออล สไตล์สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่ยืนยันคำเปรียบเปรยว่าเมืองนี้คือ “ปารีสของอเมริกาเหนือ” ได้อย่างเต็มปาก อาคารสวยงาม โดดเด่นในย่านเมืองเก่า

    Parc Olympique — สนามโอลิมปิกที่หอคอยเอียง

    ภาพมุมสูงของเมืองมอนทรีออล มองเห็นหอคอยเอียง The Montréal Tower ใน Parc Olympique
    เครดิตภาพ: google.com
    หอคอยเอียง The Montréal Tower ใน Parc Olympique มอนทรีออล
    เครดิตภาพ: google.com
    ภาพยามค่ำคืนของหอคอยเอียง The Montréal Tower ใน Parc Olympique มอนทรีออล
    เครดิตภาพ: google.com

    Parc Olympique สร้างขึ้นเพื่อการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1976 ตอนนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในตัวเอง ไฮไลท์คือ The Montréal Tower หอคอยรูปทรงเอียงที่สูงที่สุดในโลก (ประเภทหอคอยเอียง) ความสูง 165 เมตร (541 ฟุต) เอียง 45 องศา

    ขึ้นไปยอดหอคอยด้วย Funicular Cabin — กระเช้าที่วิ่งบนราง จุผู้โดยสารได้ 76 คน ใช้เวลาแค่ราวสองนาที แต่ประสบการณ์เอียงๆ แบบนั้นแปลกดี บนยอดเป็นจุดชมวิวมอนทรีออล 360 องศา

    จากหอคอยมองลงไป เห็น Olympic Village หมู่บ้านนักกีฬาจากโอลิมปิก 1976 ที่ยังอยู่ในสภาพดีและใช้งานได้อยู่

    Olympic Village — หมู่บ้านนักกีฬาจากโอลิมปิก 1976

    อาหารเย็นวันนี้เป็นดินเนอร์เซ็ตสุดหรูที่ร้าน Senateur Restaurant ในมอนทรีออล แต่กินแล้วก็อดคิดถึงชายสี่บะหมี่เกี๊ยวหน้าร้านเซเว่นฯแถวบ้านยังไงบอกไม่ถูก 😁


    ควิเบกซิตี้ (Quebec City)

    บรรยากาศเมืองเก่าควิเบกซิตี้ Vieux-Québec สถาปัตยกรรมยุโรปริมแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์
    สัมผัสแรกของ Vieux-Québec — ยุโรปกลางแคนาดา

    ควิเบกซิตี้เป็นเมืองหลวงของรัฐควิเบก และเมืองใหญ่อันดับสองของรัฐ รองจากมอนทรีออล อยู่ห่างออกไปประมาณ 233 กิโลเมตร

    ชื่อ “Quebec” มาจากภาษาอัลกอนควิน (Algonquin) คำว่า Kébec แปลว่า “จุดที่แม่น้ำแคบเข้า” เพราะที่ตั้งเมืองอยู่ตรงจุดที่แม่น้ำ Saint Lawrence แคบที่สุดพอดี ก่อตั้งปี 1608 ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ ย่านเมืองเก่า Vieux-Québec ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก UNESCO ปี 1985 ภายใต้ชื่อ “Historic District of Old Québec”

    สัมผัสแรกที่ลงจากรถ — เหมือนขับรถข้ามมหาสมุทรไปถึงยุโรปทันที ทั้งที่ยังอยู่ในแคนาดา

    Vieux-Québec — เมืองเก่าสองชั้น

    Vieux-Québec หรือ Old Quebec แบ่งเป็นสองส่วนตามภูมิประเทศ: Old Upper Town ที่ตั้งอยู่บนหน้าผา Cap Diamond และ Old Lower Town ที่อยู่เชิงผาริมฝั่งแม่น้ำ Saint Lawrence ไปมาระหว่างสองโซนได้ทั้งบันไดชันๆ หรือกระเช้าไฟฟ้า

    Old Lower Town

    เดินในย่านนี้แล้วรู้สึกได้ว่าเมืองนี้ถูกออกแบบมาให้เดิน ถนนหินแคบๆ อาคารสีสันสดใส ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ป้อมปราการเก่า — บรรยากาศยุโรปที่ไม่ต้องบินไปถึงยุโรปให้เหนื่อย

    บรรยากาศ Old Lower Town ของเมืองเก่าควิเบกซิตี้ Vieux-Québec
    บรรยากาศ Old Lower Town ของเมืองเก่าควิเบกซิตี้ Vieux-Québec

    Notre-Dame-des-Victoires Church

    โบสถ์หินโรมันคาทอลิกเล็กๆ ใน Old Lower Town สร้างปี 1687 เป็นโบสถ์ที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกาเหนือ ขนาดไม่ใหญ่แต่ประวัติศาสตร์หนักมาก

    Notre-Dame-des-Victoires Church มุมมองด้านหน้า

    มองจากด้านล่างขึ้นไปจะเห็นสถานีกระเช้าที่ใช้ขึ้นไปยัง Old Upper Town อยู่ไกลๆ — ขึ้นบันไดก็ได้ถ้าอยากออกกำลัง (และเราเลือกเดินขึ้น..)

    Old Upper Town: เสน่ห์เหนือกาลเวลาบนหน้าผา Cap Diamond

    ถ้า Old Lower Town คือความคึกคักริมน้ำ Old Upper Town ก็คือหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะประวัติศาสตร์ของควิเบกซิตี้

    การเดินเที่ยวในย่านนี้ไม่ใช่แค่การชมตึก แต่เป็นการย้อนเวลาไปสู่ยุคที่เมืองนี้ยังเป็นป้อมปราการสำคัญ ถนนหินที่ทอดยาวผ่านอาคารสถาปัตยกรรมยุโรปคลาสสิก มหาวิหารเก่าแก่ และสวนสาธารณะที่ร่มรื่น มันให้ความรู้สึกที่ต่างจากฝั่งริมน้ำอย่างชัดเจน เหมือนได้เปลี่ยนโหมดจาก “เมืองท่า” มาเป็น “เมืองขุนนาง” ในพริบตา

    Basilique Cathédrale Notre-Dame de Québec

    มหาวิหารคาทอลิกประจำเมือง ตั้งอยู่ใน Upper Town เป็นอีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่คุ้มแวะมากถ้ามีเวลา

    Custom House (ศุลกากรเก่า)

    ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า “Ancienne Douane” อาคารนี้สร้างขึ้นในช่วงปี 1872-1874 เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Beaux-Arts ที่มีความสวยงามและคลาสสิก สังเกตจากโดมและหอนาฬิกาที่เป็นเอกลักษณ์

    ความสำคัญ: แต่เดิมเคยเป็นสำนักงานศุลกากร (Customs house) ของเมืองควิเบก เพราะตำแหน่งที่ตั้งอยู่ติดท่าเรือจึงมีความสำคัญมากในการบริหารจัดการการค้าทางเรือในอดีต

    อาคาร Ancienne Douane หรือศุลกากรเก่าในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้
    อาคาร Ancienne Douane หรือศุลกากรเก่าในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้

    จาก Old Upper Town สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำ Saint Lawrence ได้อย่างสุดลูกหูลูกตา เห็นแล้วก็เข้าใจว่าทำไมใครก็ตามที่ล่องเรือมาแถวนี้ในยุคสำรวจโลกถึงหยุดสร้างเมืองไว้ที่นี่

    Place d’Armes: หัวใจแห่งประวัติศาสตร์บนหน้าผา

    Place d’Armes คือจัตุรัสที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในย่าน Old Upper Town ในอดีตที่นี่เคยเป็นลานฝึกทหารของกองทัพฝรั่งเศส แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นจุดรวมพลที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยทำเลที่ตั้งอยู่ติดกับโรงแรมสัญลักษณ์อย่าง Château Frontenac ทำให้จัตุรัสแห่งนี้กลายเป็น “จุดศูนย์กลาง” ที่ทุกคนต้องแวะมาสัมผัสบรรยากาศความคลาสสิกของควิเบกซิตี้

    UNESCO Monument: อนุสาวรีย์ยูเนสโก

    สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองโอกาสที่ย่านเมืองเก่าควิเบกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “แหล่งมรดกโลก” (World Heritage Site) โดย UNESCO ในปี 1985 ตัวงานประติมากรรมบรอนซ์ที่ผสานเข้ากับฐานพีระมิดแก้วสีฟ้าอย่างโดดเด่น กลายเป็นซิกเนเจอร์ที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในรากเหง้าและประวัติศาสตร์อันล้ำค่าของเมืองนี้ได้เป็นอย่างดี

    อนุสาวรีย์ UNESCO ในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้ ฐานพีระมิดแก้ว
    อนุสาวรีย์ UNESCO ในย่านเมืองเก่าควิเบกซิตี้ ฐานพีระมิดแก้ว

    La Découverte

    อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของเขตประวัติศาสตร์เมืองเก่าควิเบก เพื่อเป็นเกียรติแก่การสำรวจและประวัติศาสตร์การเดินเรือในแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ ตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ กับทางเดินเลียบหน้าผาของ Old Upper Town ตรงจุดที่มองเห็นโรงแรม Château Frontenac ได้อย่างชัดเจน

    Monument de la Foi: อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา

    ตั้งอยู่ใจกลาง Place d’Armes รูปปั้นผู้หญิงบรอนซ์นี้เป็นสัญลักษณ์ของ “ศรัทธา” (Faith) เธอชูไม้กางเขนในมือขวา และถือใบปาล์มในมือซ้าย ซึ่งใบปาล์มในบริบทนี้สื่อถึงความสวมงามและการได้รับชัยชนะทางจิตวิญญาณ

    ตัวรูปปั้นตั้งอยู่บนฐานน้ำพุหินสไตล์นีโอ-กอทิกที่สวยงาม เป็นอีกหนึ่งจุดเช็กอินที่นักท่องเที่ยวมักแวะถ่ายรูปเมื่อเดินเล่นในย่านประวัติศาสตร์นี้

    อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา Monument de la Foi ในจัตุรัส Place d'Armes ควิเบกซิตี้

    อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นในปี 1915 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 300 ปีของการนำคริสต์ศาสนาเข้ามาสู่แคนาดา โดยกลุ่มคณะนักบวช Recollets (Pères Récollets) ซึ่งเป็นคณะนักบวชคาทอลิกกลุ่มแรกที่เดินทางมาถึงนิวฝรั่งเศส (New France) ในปี 1615

    อนุสาวรีย์แห่งศรัทธา Monument de la Foi ในจัตุรัส Place d'Armes ควิเบกซิตี้

    โรงเเรมแฟร์มอนต์ เลอ ชาโต ฟรองเทอนัค (Fairmont Le Château Frontenac)

    Château Frontenac คือโรงแรมที่มองเห็นได้จากทุกมุมของ Quebec City และกลายเป็น icon ของเมืองโดยปริยาย สร้างในปี 1893 สถาปัตยกรรมสไตล์ Châteauesque ดูราวกับปราสาทในเทพนิยายยุโรปที่หลุดออกมา ที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นสถานที่พักสุดหรู แต่ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งประวัติศาสตร์แห่งชาติของแคนาดา (National Historic Site of Canada)

    ด้วยดีไซน์หลังคาทรงสูงและกำแพงอิฐสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ไม่ว่าใครที่มาเยือนเมืองนี้ก็ต้องหยุดมองและหยิบกล้องขึ้นมาบันทึกความประทับใจกับ “ไอคอน” ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเอาไว้เสมอ

    โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac แลนด์มาร์คสำคัญบนหน้าผาเมืองควิเบกซิตี้
    โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac แลนด์มาร์คสำคัญบนหน้าผาเมืองควิเบกซิตี้
    โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac แลนด์มาร์คสำคัญบนหน้าผาเมืองควิเบกซิตี้
    โรงแรม Fairmont Le Château Frontenac

    เราไม่ได้เข้าพัก แต่เดินเวียนชมรอบนอกก็คุ้มแล้ว

    ทางเข้าโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac
    บรรยากาศภานในโรงแรม Fairmont Le Château Frontenac

    Restaurant 1640

    จัตุรัส Place d'Armes มองเห็นร้านอาหาร Restaurant 1640 อยู่เบื้องหลัง
    หน้าร้าน Restaurant 1640 ย่านเมืองเก่าใกล้จัตุรัส Place d'Armes

    ไหนๆ ก็มาถึงควิเบกซิตี้แล้ว ก็ขอฝากท้องไว้เป็นที่ระลึกด้วย Restaurant 1640 ร้านอาหารในย่านเมืองเก่าใกล้กับจตุรัส Place d’Armes ที่ชื่อนั้นบอกปีก่อตั้งไว้แล้ว บรรยากาศดีมาก เหมาะกับเมืองที่รู้สึกว่าเดินหลุดเข้าไปในยุโรปอยู่ตลอดเวลา

    หน้าร้าน Restaurant 1640 ย่านเมืองเก่าใกล้จัตุรัส Place d'Armes

    ข้อมูลควรรู้ก่อนไป

    สถานที่รายละเอียด
    Notre-Dame Basilica, Montrealค่าเข้าชม และรอบ AURA (แสงสีเสียงช่วงเย็น) [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ basiliquenotredame.ca]
    Parc Olympique + Montréal Towerค่าขึ้น Funicular Cabin และตารางเวลาเปิด [ตรวจสอบที่ parcolympique.qc.ca]
    Vieux-Québec, Quebec Cityเดินชมได้ฟรี กระเช้าขึ้น Upper Town มีค่าใช้จ่าย บันได Breakneck Steps ฟรี [ข้อมูลเพิ่มเติม: quebec-cite.com]
    Château Frontenacเข้าพักหรือแวะดื่มชาในล็อบบี้ได้ [ตรวจสอบราคาล่าสุดที่ fairmont.com]
    Montreal → Quebec Cityประมาณ 233 กม. ขับรถ ~2.5 ชั่วโมง / มีรถไฟ VIA Rail [ตรวจเพิ่มเติม: viarail.ca]

    วันนี้ข้ามสองเมือง สองโบสถ์ หนึ่งสนามโอลิมปิก และหนึ่งปราสาทโรงแรมที่สวยสุดในทริปนี้ ควิเบกซิตี้เป็นเมืองที่อยากกลับมานอนพักสักคืนหรือสองคืน ดูช้าลงกว่านี้ — แต่วันนี้เราทำได้แค่ดูผ่านๆ แล้วเดินต่อ

    \O.O/

    ← ตะลุยฝันสองพันไมล์ (4): โตรอนโต-ออตตาวา  |  ตะลุยฝันสองพันไมล์ (6): บอสตัน-นิวยอร์ก →

  • ตะลุยฝันสองพันไมล์ (4): โตรอนโต-ออตตาวา

    ตะลุยฝันสองพันไมล์ (4): โตรอนโต-ออตตาวา

    ทิวทัศน์น้ำตกไนแอการาในยามเช้าพร้อมรายงานสภาพอากาศ

    ออกจากไนแอการา (Niagara) ตั้งแต่เช้าตรู่ วันนี้โปรแกรมแน่นเอี้ยดจนต้องร้องขอชีวิต.. เพราะเราต้องข้ามพรมแดนเข้าสู่แคนาดา แวะเช็กอินโตรอนโต ล่องเรือชมหมู่เกาะ Thousand Islands แล้วยิงยาวไปสิ้นสุดที่ออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดา รวมระยะทางวันนี้เบ็ดเสร็จประมาณ 371 ไมล์ (ฟังดูไกล ซึ่งก็ไกลจริง ๆ นั่นแหละ) แต่เมื่อมันอยู่ในแผน แผนก็ต้องเดินหน้าต่อไป.. 😊

    แผนที่เส้นทางการเดินทางจากน้ำตกไนเเอการาไปถึงออตตาวา

    ด่านพรมแดนฝั่งแคนาดาผ่านได้ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด ทิวทัศน์สองข้างทางเอาเข้าจริงก็เปลี่ยนจากแบบอเมริกันมาเป็นแบบ… ก็ยังคล้าย ๆ กันอยู่ดีนั่นแหละ (ขำแห้ง) แต่จุดที่สะดุดตาคือป้ายข้างทางที่กลายเป็นสองภาษาคือ อังกฤษและฝรั่งเศส คู่กันไป ถึงตรงนี้ก็พอให้รู้ตัวว่าเราได้ก้าวเข้าสู่แดนใบเมเปิ้ลอย่างเป็นทางการแล้ว


    โตรอนโต (Toronto) เมืองหลวงสายแบกแห่งออนแทรีโอ

    ถ้าเข้าใจว่าออตตาวาคือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในแคนาดาเพราะเป็นเมืองหลวง บอกเลยว่าผิดครับ เพราะตำแหน่งเมืองหลวงของ รัฐออนแทรีโอ (Ontario) และเมืองที่ประชากรหนาแน่นที่สุด บิ๊กที่สุดในประเทศ ต้องยกให้ “โตรอนโต” ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูงมากกก พลเมืองกว่าครึ่งเมืองเป็นผู้อพยพมาจากทั่วทุกมุมโลก (เดินไปทางไหนก็เจอชาวเอเชียเพียบ) แถมยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเงินอันดับหนึ่งของประเทศอีกด้วย

    รอบนี้เรามีเวลาแวะโตรอนโตแบบขี่ม้าชมเมืองแค่ 3 จุดหลัก ๆ ครับ คือ Nathan Phillips Square, CN Tower และ Casa Loma

    นาธาน ฟิลลิปส์ สแควร์ (Nathan Phillips Square) จัตุรัสหัวใจของเมือง

    อาคารศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) ที่จัตุรัส Nathan Phillips

    เรามาประเดิมจุดแรกกันที่จัตุรัสใหญ่หน้า ศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) สถานที่แห่งนี้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Nathan Phillips อดีตนายกเทศมนตรีชื่อดังในช่วงปี 1955–1962

    ถ้ามาช่วงฤดูร้อน ที่นี่จะกลายเป็นโอเอซิสกลางเมือง มีคนมานั่งพักผ่อน จัดคอนเสิร์ต เสพงานศิลปะกันคึกคัก แต่ถ้ามาช่วงฤดูหนาว สระน้ำขนาดใหญ่ด้านหน้าจะแปลงร่างเป็นลานสเก็ตน้ำแข็งกลางแจ้งให้คนมาวาดลวดลายกันสนุกสนาน

    จัตุรัส Nathan Phillips Square หน้าศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) สถานที่ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คสำคัญใจกลางเมืองโตรอนโต
    Photo Credit: Wikipedia
    จัตุรัส Nathan Phillips Square หน้าศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) ในฤดูร้อน
    Photo Credit: Wikipedia
    กิจกรรมในฤดูหนาวที่จัตุรัส Nathan Phillips Square หน้าศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall)
    Photo Credit: Wikipedia

    ข้าง ๆ กันนั้นมี Old City Hall ศาลาว่าการหลังเก่าสไตล์คลาสสิกที่เคยใช้งานช่วงปี 1899–1966 ตั้งตระหง่านอยู่คู่กับอาคารใหม่ เป็นภาพที่แปลกตาดีเหมือนกันที่ได้เห็นสถาปัตยกรรมสองยุคสมัยตั้งเคียงข้างกันอย่างลงตัว

    ศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) สถานที่ท่องเที่ยวแลนด์มาร์คสำคัญใจกลางเมืองโตรอนโตซึ่งตั้งอยู่บนจตุรัส Nathan Phillips
    Old City Hall ศาลาว่าการหลังเก่ที่เคยใช้งานช่วงปี 1899–1966
    Nathan Phillips Square -ศาลาว่าการเมืองโตรอนโต (City Hall) และ Old City Hall แลนด์มาร์คสำคัญใจกลางเมืองโตรอนโต
    Photo Credit: Wikipedia
    อาคารพาณิชย์ของย่านธุรกิจใกล้เคียงกับจตุรัส Nathan Phillips

    ซีเอ็นทาวเวอร์ (CN Tower) — หอคอยที่เราเห็นแค่… ฐาน

    ภาพมุมสูงของเมืองโตรอนโต มองเห็นหอคอยซีเอ็นทาวเวอร์ ตั้งอยู่โดดเด่น
    Photo Credit: Wikipedia

    CN Tower แลนด์มาร์กความสูง 553 เมตร (1,815 ฟุต) ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1973 และเคยครองสถิติสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกยาวนานถึง 31 ปี ก่อนจะโดน ตึกเบิร์จคาลิฟา (Burj Khalifa) แห่งดูไบแย่งตำแหน่งแชมป์ไป ปัจจุบันยังคงรั้งตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในซีกโลกตะวันตก

     เดิมทีชื่อ CN ย่อมาจาก “Canadian National Railway” ตามชื่อการรถไฟที่เป็นเจ้าของโครงการในยุคแรก แต่ทุกวันนี้คนท้องถิ่นนิยมแปลให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “Canada’s National Tower” แทน

    ตัดภาพมาที่ความเป็นจริงในวันที่เราไปถึง.. หมอกลงหนาทึบมากขีดสุด! หนักชนิดที่ว่าแหงนหน้ามองขึ้นไปจนคอหักก็ยังมองไม่เห็นยอดหอคอยเลย (อันนี้เศร้าจริง) จะว่าโชคร้ายก็ใช่ แต่คิดในแง่ดีมันก็เป็นความทรงจำที่ขำแห้งดีเหมือนกัน เลยขอหยิบรูปสวย ๆ ฟ้าเปิดจาก Wikipedia มาแปะให้ดูแทนว่าจริง ๆ แล้วมันควรจะหน้าตาหล่อเหลาขนาดไหน จะได้รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง.. ^^

    ยอดของหอคอยซีเอ็นทาวเวอร์
    Photo Credit: Wikipedia
    หอคอยซีเอ็นทาวเวอร์ถ่ายจากแนวราบระยะไกล
    Photo Credit: Wikipedia

    สำหรับสายเอ็กซ์ตรีมที่ใจถึงกว่าเรา ที่นี่เขามีท้าความเสียวด้วยกิจกรรม Edge Walk เดินปล่อยใจบนขอบหลังคาหอคอยที่กว้างแค่ 1.5 เมตร บนความสูง 365 เมตร โดยมีแค่สายรัดนิรภัยรั้งไว้เท่านั้น ใครกลัวความสูงข้ามไปได้เลย ส่วนใครสายลุยและชอบท้าทายก็ลองดูได้ 😎

    กิจกรรม Edge Walk เดินบนขอบหลังคาหอคอยที่กว้างแค่ 1.5 เมตร บนความสูง 365 เมตร โดยมีแค่สายรัดนิรภัยรั้งไว้เท่านั้น
    Photo Credit: www.cntower.ca

    ข้างๆกันมีอควาเรียมชื่อดังอย่าง Ripley’s Aquarium of Canada ด้วยนะ แต่เราทำได้แค่เหลือบตามองแล้วเดินผ่าน เพราะทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล 😒

    Ripley's Aquarium of Canada ในบริเวณใกล้เคียงกับซีเอ็นทาวเวอร์

    ปราสาทคาซา โลมา (Casa Loma) คฤหาสน์หรูสไตล์โกธิคกลางเมือง

    Casa Loma Castle ส่วนทางเข้าและหอคอยของปราสาท
    บรรยากาศยุโรปกลางเมืองแคนาดา ดูเผินๆ อาจไม่คิดว่าจะมีปราสาทแบบนี้อยู่ที่นี่

    ปราสาทคาซา โลมา (Casa Loma) คือคฤหาสน์สไตล์ โกธิครีวิฟเวน (Gothic Revival) บนเนินเขาใจกลางเมืองโตรอนโต บรรยากาศเหมือนเราหลุดเข้าไปในเทพนิยายยุโรปโบราณแบบไม่คิดว่าจะมีอยู่จริงในแคนาดา

    ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกกว่า 650,000 คนต่อปี ด้านในอัดแน่นไปด้วยห้องหับ ทางลับ และของใช้ดั้งเดิมที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

    Casa Loma Castle ปราสาทสไตล์ Gothic ในเมืองโตรอนโต มุมมองด้านหน้า
    🏰 ข้อมูลสำคัญของปราสาทรายละเอียด
    ชื่อภาษาสเปน“Casa Loma” แปลว่า “บ้านบนเนิน” (House on the Hill) 
    ช่วงเวลาก่อสร้างค.ศ. 1911–1914 (ใช้เวลาสร้าง 3 ปี)
    เจ้าของเดิมSir Henry Mill Pellatt นักการเงินผู้ทรงอิทธิพลชาวแคนาดา
    สถาปนิกผู้ออกแบบE.J. Lennox สถาปนิกมือหนึ่งของโตรอนโตในยุคนั้น
    งบประมาณสร้าง3.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (นับเป็นมูลค่ามหาศาลในสมัยร้อยกว่าปีก่อน)
    ขนาดตัวปราสาทมีห้องทั้งหมด 98 ห้อง, 30 ห้องน้ำ และเตาผิงอีก 25 จุด
    พื้นที่สวนกว้างขวางถึง 5 เอเคอร์ (*เปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงเดือน พ.ค.–ต.ค. เท่านั้น)
    Casa Loma Castle รายละเอียดสถาปัตยกรรมและหน้าต่างโค้ง
    โถงทางเข้าของ Casa Loma Castle
    วิวจากบนหอคอยของปราสาท Casa Loma

    เดินสำรวจข้างในแล้วบอกเลยว่าเพลินตาสุดๆ ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ หอคอยคู่ (Twin Towers) ที่สามารถเดินขึ้นไปส่องวิวเมืองโตรอนโตแบบพาโนรามาได้เต็มๆ ตา

    แถมยังมี อุโมงค์และทางเดินลับ ยาวกว่า 800 ฟุตเชื่อมต่อทั่วตัวปราสาท มีห้องเก็บไวน์ใต้ดินขนาดมหึมาที่สะท้อนไลฟ์สไตล์ของมหาเศรษฐีต้นศตวรรษที่ 20 ได้เป็นอย่างดี

    ห้องพักผ่อนที่ตกเเต่งอย่างสวยงาม
    มุมจิบน้ำชาหน้าเตาผิง ของห้องพักผ่อนที่ตกเเต่งอย่างสวยงาม
    ห้องพักผ่อนที่ตกเเต่งอย่างสวยงาม

    ที่นี่เป็นโลเคชันถ่ายทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์มาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น X-Men, The Tuxedo, Chicago หรือแม้แต่ซีรีส์ดังอย่าง Schitt’s Creek

    ห้องพักผ่อนขนาดใหญ่ที่ตกเเต่งอย่างหรูหราภายในปราสาท
    ห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ที่จุคนได้เป็นจำนวนมาก
    มุมเขียนหนังสือในห้องทำงาน
    มุมเขียนหนังสือในห้องทำงาน
    Casa Loma Castle ลานด้านในปราสาท
    รถยนต์รุ่นโบราณที่ใช้ในสมัยนั้น ยังถูกอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์
    รถยนต์รุ่นโบราณที่ใช้ในสมัยนั้น ยังถูกอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์
    หุ่นเเกะสลักจากไม้เป็นตัวนกฮูกเเละหมีบนระเบียงชั้นบนของปราสาท
    ทัศนียภาพสวยงามของสวนที่มองผ่านหน้าต่างจากภายในปราสาท
    ห้องนอนเล็กที่ตกเเต่งไว้อย่างวิจิตรบรรจง
    ห้องนอนที่ตกเเต่งไว้อย่างหรูหรา วิจิตรบรรจง

    💡เกร็ดน่ารู้ทิ้งท้าย: ที่นี่ถือเป็นปราสาทเพียงแห่งเดียวในอเมริกาเหนือที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทั้งการเป็นบ้านพัก สถานที่จัดงานเต้นรำ โรงแรม จนกลายมาเป็นแลนด์มาร์กสุดโรแมนติกในปัจจุบัน

    บ้านพักอาศัยในย่านใกล้เคียงกับปราสาทคาซา โลมา
    ทางเข้าลานจอดรถบัส มองเห็นบ้านพักอาศัยในย่านใกล้เคียงกับปราสาทคาซา โลมา

    1,000 Islands: ล่องเรือฝ่าไอหนาวชมหมู่เกาะพันเกาะ

    ภาพโปสเตอร์โฆษณาท่องเที่ยวหมู่เกาะ 1,000 Islands ในแม่น้ำ Saint Lawrence มุมมองจากเรือ

    บนเส้นทางโรดทริประหว่างโตรอนโตมุ่งหน้าสู่ออตตาวา มีจุดแวะพักที่เป็นไฮไลต์ระดับโลกซ่อนอยู่ครับ นั่นคือ หมู่เกาะ 1,000 Islands กลุ่มเกาะน้อยใหญ่ที่เรียงรายอยู่ตลอดระยะทาง 50 ไมล์ (ประมาณ 80 กิโลเมตร) บนแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ (Saint Lawrence River) คั่นกลางระหว่างพรมแดนแคนาดาและสหรัฐอเมริกา

    ร้านอาหารบริเวณใกล้กับท่าเรือท่องเที่ยวเกาะ
    ร้านอาหารบริเวณใกล้กับท่าเรือท่องเที่ยวเกาะ

    คำว่า “พันเกาะ” ไม่ได้ตั้งขึ้นมาอวดอ้างเกินจริงเลย เพราะพิกัดนี้มีเกาะเล็กเกาะน้อยนับรวมกันได้ถึง 1,864 เกาะ! มีตั้งแต่เกาะขนาดใหญ่พื้นที่กว่า 40 ตารางไมล์ ไปจนถึงเกาะจิ๋วที่มีพื้นที่แค่พอสร้างบ้านได้หลังเดียวแล้วจบ (แค่นี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของเกาะส่วนตัวแล้ว อิจฉาสุด ๆ) และใช่ครับ.. น้ำสลัด Thousand Island Dressing สีส้ม ๆ ที่เรากินกันทั่วโลก ก็มีถิ่นกำเนิดมาจากแถวนี้แหละ!

    ท่าเรือครูซส์ท่องเที่ยวเกาะ 1000 Islands
    นักท่องเที่ยวกำลังรอลงเรือท่องเที่ยวชมเกาะ

    กิจกรรมหลักที่ต้องทำคือการล่องเรือชมวิว ช่วงต้นเดือนเมษายนที่เราไป ในแม่น้ำยังมีแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ ลอยฟู่ผิวน้ำอยู่เลย ลมพัดมาทีหนาวสะท้านทรวงแต่น้ำใสเป็นสีเขียวมรกตสวยมาก เกาะแต่ละลูกจะมีบ้านพักตากอากาศดีไซน์น่ารักตั้งอยู่ บางหลังนี่แทบไม่มีพื้นที่เหลือให้เดินเล่นเลย เปิดประตูมาคือโดดลงน้ำได้ทันที (อันนี้ชอบ)^^

    Rockport Boat: เรือท่องเที่ยวชมเกาะ 1000 Islands
    บรรยากาศบนเรือ
    ทัศนียภาพของท่าเรือครูซส์ที่พานักท่องเที่ยวชมเกาะ
    อาคารบ้านเรือนตามริมน้ำจะมีท่าเทียบเรือของตัวเอง
    1,000 Islands ผิวน้ำมีน้ำแข็งบางๆ จับตัวอยู่ช่วงต้นเดือนเมษายน
    ในบางบริเวณยังมีน้ำแข็งจับตัวเป็นแผ่นบางๆ อยู่บนผิวน้ำ
    1,000 Islands ผิวน้ำมีน้ำแข็งบางๆ จับตัวอยู่ช่วงต้นเดือนเมษายน
    ผิวน้ำมีน้ำแข็งบางๆ จับตัวอยู่ช่วงต้นเดือนเมษายน
    ผิวน้ำมีน้ำแข็งบางๆ จับตัวอยู่ช่วงต้นเดือนเมษายน
    มีบ้านพักอาศัยอยู่บนเกาะเล็กเกาะน้อยเเทบทั้งหมด
    บ้านพักอาศัยบนเกาะเล็กเกาะน้อย
    บ้านพักอาศัยบนเกาะเล็กเกาะน้อย
    บ้านพักอาศัยบนตามเกาะต่างๆ
    บ้านพักอาศัยบนตามเกาะต่างๆ
    บ้านพักอาศัยบนตามเกาะต่างๆ

    ในบรรดาหมู่เกาะทั้งหมด มีปราสาทชื่อดังอยู่ 2 แห่งที่มีเรื่องราวเบื้องหลังน่าสนใจมากๆ

    🏰 ปราสาทโบลต์ (Boldt Castle): อนุสรณ์สถานแห่งความรักที่สร้างไม่เสร็จ

    ภาพจากมุมสูง มองเห็นทัศนียภาพของปราสาทโบลต์ (Boldt Castle) บนเกาะ Heart Island
    Photo credit: boldtcastle.com

    ตั้งอยู่บนเกาะ Heart Island ขอยกให้เป็นพล็อตเรื่องที่โรแมนติกแต่จบเศร้าที่สุด.. จอร์จ ซี. โบลต์ (George C. Boldt) มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ตั้งใจสร้างปราสาทสไตล์ไรน์แลนด์ของยุโรปหลังนี้เพื่อเป็นของขวัญชิ้นเอกให้แก่ Louise Kehrer Boldt ภรรยาสุดที่รักเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักของทั้งคู่

    การก่อสร้างดำเนินไปอย่างยิ่งใหญ่ ใช้ช่างและศิลปินกว่า 300 ชีวิต แต่แล้วในเดือนมกราคม 1904 เรื่องราวไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อ Louise ได้เสียชีวิตลงอย่างกะทันหันในขณะที่ปราสาทยังไม่เสร็จสมบูรณ์

    จอร์จโศกเศร้าเสียใจอย่างที่สุด เขาตัดสินใจสั่งระงับการก่อสร้างทั้งหมดทันทีผ่านโทรเลขสั้น ๆ ว่า “stop all construction” และเขาก็ไม่เคยกลับมาเหยียบเกาะแห่งนี้อีกเลยตลอดชีวิต ปล่อยให้คฤหาสน์หลังงามถูกทิ้งร้างสู้แดดสู้ฝนยาวนานถึง 73 ปี (1904–1977)

    ทัศนียภาพของปราสาทโบลต์ (Boldt Castle) บนเกาะ Heart Island มองจากบนเรือ
    Boldt Castle บนเกาะ Heart Island มุมมองจากแม่น้ำ

    🕰️ 73 ปีแห่งการทิ้งร้าง

    ในปี 1977 หน่วยงาน Thousand Islands Bridge Authority เข้ามาซื้อเกาะ Heart Island และระดมทุนหลายล้านดอลลาร์เพื่อบูรณะฟื้นฟูให้กลับมางดงาม เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม โดยสัญญาว่ารายได้ทั้งหมดจะนำไปใช้ในการอนุรักษ์ปราสาทหลังนี้สำหรับคนรุ่นหลังต่อไป

    เรื่องราวโรแมนติกเศร้าๆ จากปราสาทที่ควรจะเป็นบ้านเเห่งความฝัน กลับกลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่โศกเศร้าที่สุดแห่งหนึ่งของอเมริกา.. TT

    Boldt Castle
    อาคารริมน้ำของปราสาท Boldt Castle

    🏰 ปราสาทซิงเกอร์ (Singer Castle): มิติความลึกลับบนเกาะ Dark Island

    ภาพมุมสูงของ Singer Castle บนเกาะ Dark Island
    Photo credit: singercastle.com

    Dark Island เป็นเกาะส่วนตัวขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ 7 เอเคอร์ เป็นที่ตั้งของ Singer Castle ปราสาทแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดย Frederick G. Bourne ผู้อำนวยการคนที่ 5 ของบริษัทจักรเย็บผ้า Singer ที่เราคุ้นเคยกันดี โดยตั้งใจสร้างเป็นที่พักตากอากาศสำหรับล่าสัตว์ (Hunting Lodge) ก่อนจะพัฒนาเป็นปราสาทขนาดใหญ่

    ตัวปราสาทได้แรงบันดาลใจมาจากปราสาทอังกฤษในนิยายโบราณ ความยูนีคของที่นี่คือ ความลึกลับ เพราะสถาปนิกจงใจออกแบบให้มี อุโมงค์และทางเดินลับใต้ดิน เชื่อมต่อทะลุถึงกันแทบทุกห้อง แถมยังมีภาพวาดแนวลึกลับชวนค้นหาประดับอยู่ทั่ว

    ปัจจุบันเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปพักค้างคืนในห้องสวีทสุดหรูได้ด้วย ใครอยากลองฟิลลิ่งแอบเดินสำรวจทางลับตอนกลางคืนคงจะตื่นเต้นเร้าใจดี 😉


    ห้องพักของ Singer Castle บนเกาะ Dark Island
    Photo credit: singercastle.com
    ห้องพักของ Singer Castle บนเกาะ Dark Island
    Photo credit: singercastle.com
    ท่าเทียบเรือท่องเที่ยว

    ออตตาวา (Ottawa): เมืองหลวงสายคลีนที่เงียบสงบ

    เราเดินทางมาถึงออตตาวาในช่วงบ่ายคล้อย หลังจากนั่งรถหลังขดหลังแข็งมาทั้งวัน เมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำออตตาวา (Ottawa River) เป็นเมืองหลวงของประเทศและใหญ่เป็นอันดับสองของรัฐออนแทรีโอ

    สิ่งแรกที่สัมผัสได้ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถคือความสะอาดเป๊ะ เป็นระเบียบเรียบร้อย และเงียบสงบมาก สมกับที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในเมืองหลวงที่สะอาดที่สุดในโลกจริง ๆ

    พาเลียเมนท์ ฮิลล์ (Parliament Hill): หัวใจแห่งการบริหารประเทศ

    แลนด์มาร์กที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง 50 เมตรริมแม่น้ำออตตาวา หันหน้าลงมาทางทิศใต้สู่ถนน Wellington ที่นี่คือกลุ่ม อาคารรัฐสภาของแคนาดา ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรม Gothic Revival ช่วงปี 1859-1865 โดยแบ่งออกเป็น 3 อาคารหลักคือ East Block, West Block และ Centre Block

    แผนที่เเสดงที่ตั้งกลุ่มอาคารต่างๆของรัฐสภาแคนาดาในเมืองออตตาวา
    แผนที่เเสดงที่ตั้งกลุ่มอาคารต่างๆของรัฐสภาแคนาดาในเมืองออตตาวา (*อัพเดท: 2026)
    ป้ายประวัติศาสตร์แห่งชาติ (National Historic Event plaque) ของแคนาดา

    ป้ายประวัติศาสตร์แห่งชาติ (National Historic Event plaque) ของแคนาดาที่ติดตั้งโดยหน่วยงาน Historic Sites and Monuments Board of Canada (คณะกรรมการสถานที่และอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์แห่งแคนาดา) เพื่อระลึกถึงจุดเริ่มต้นสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองแคนาดา โดยมีใจความสรุปคือ:

    • บริบท: หลังจากมีการรวมตัวของแคนาดาตะวันออกและตะวันตกในปี 1841 เมืองต่างๆ เช่น คิงส์ตัน, มอนทรีออล, โตรอนโต และควิเบก ต่างเคยผลัดกันเป็นที่ตั้งของรัฐบาล
    • การตัดสินใจ: ในช่วงทศวรรษ 1850 เมืองเหล่านี้ต่างแข่งกันเพื่อชิงตำแหน่ง “เมืองหลวงถาวร” จนกระทั่งในปี 1857 สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงตัดสินใจเลือก “ออตตาวา” ให้เป็นเมืองหลวงนับเเต่นั้นมา
    อาคารหลักตรงกลางหรือ Centre Block โดดเด่นเป็นสง่าด้วย Central Peace Tower (หอนาฬิกาสันติภาพ) ความสูง 92 เมตร

    อาคารหลักตรงกลางหรือ Centre Block

    โดดเด่นเป็นสง่าด้วย หอนาฬิกาสันติภาพ (Central Peace Tower) ความสูง 92 เมตร ข้างในเป็นที่ตั้งของห้องประชุมสภาสูง (Senate) และสภาล่าง (House of Commons)

    (*อัพเดท: ปิดมาตั้งแต่ปลายปี 2018 เพื่อทำการบูรณะครั้งใหญ่)

    Centre Block โดดเด่นเป็นสง่าด้วย Central Peace Tower (หอนาฬิกาสันติภาพ) ความสูง 92 เมตร
    หอนาฬิกาหอรัฐสภาแคนาดาในออตตาวา
    Central Peace Tower
    ภายในห้อง Senate Chambers ตกแต่งอย่างวิจิตร

    Library of Parliament: หอสมุดรัฐสภา

    จุดที่ทำเอาเรายืนตะลึงในความงามคือ Parliament Library หรือ หอสมุดรัฐสภา ที่เชื่อมต่ออยู่กับ Center Block ทางด้านหลัง อาคารนี้มีความอัศจรรย์ตรงที่เป็นโครงสร้างดั้งเดิมเพียงแห่งเดียวที่รอดพ้นจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในปี 1916 มาได้อย่างปาฏิหาริย์

    ออกแบบโดย Thomas Fuller และ Chilion Jones ได้แรงบันดาลใจจากห้องสมุดอังกฤษ มีลักษณะเป็นโดมทรงกลม ประดับประดาด้วยไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจง ด้านในหอสมุดสวยงามหยดย้อย เพดานสูงลิ่ว ชั้นหนังสือไม้แกะสลักโค้งมนรอบทิศทาง แสงแดดรำไรส่องผ่านช่องหน้าต่างลงมา เป็นภาพที่คุ้มค่ากับการแวะมาเยือนจริงๆ

    ปราสาทในเทพนิยายที่มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิกและยุโรปโบราณ ตั้งอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง สร้างความปร.
    ภายใน Parliament Library ชั้นหนังสือโค้งรอบวงกลม เพดานสูง
    Parliament Library มุมถ่ายมองขึ้นเพดาน สถาปัตยกรรมงดงาม

    East Block อาคารตะวันออก

    ตึกนี้ถือว่ายังคงสภาพเดิมได้ดีที่สุด มีห้องทำงานของบรรดาบิดาผู้ก่อตั้งแคนาดา (Father of Confederation) เช่น Sir John A. Macdonald นายกฯ คนแรก ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ทั้งโต๊ะทำงาน โซฟา และโคมไฟแก๊สจำลอง ทำให้เราเห็นภาพชีวิตการทำงานของนักการเมืองเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วจริงๆ

    East Block Parliament Hill มุมมองด้านข้าง
    เครดิตภาพ: www.parl.ca

    West Block อาคารตะวันตก

    ในช่วงเวลาที่เราไปยังคงปิดปรับปรุงอยู่ (2011-2018) ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว

    อนุสาวรีย์ The Famous Five เป็นรูปปั้นกลุ่มสตรี 5 ท่านที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในแคนาดา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอาคารรัฐสภา (Parliament Hill) ในกรุงออตตาวา

    The Famous Five

    เป็นรูปปั้นกลุ่มสตรี 5 ท่านที่ต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในแคนาดา ตั้งอยู่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภาแคนาดา

    รูปปั้นกลุ่มสตรี The Famous Five ผู้ขับเคลื่อนสิทธิสตรีหน้าอาคารรัฐสภาแคนาดา
    อนุสาวรีย์ Terry Fox วีรบุรุษนักวิ่งผู้สร้าง Marathon of Hope เพื่อระดมทุนวิจัยโรคมะเร็ง
    รูปปั้น เทอร์รี่ ฟ็อกซ์ (Terry Fox) บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา กรุงออตตาวา

    Terry Fox (เทอร์รี่ ฟ็อกซ์) คือนักกีฬาและนักกิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลกอย่างมหาศาล

    เขาเป็นเด็กหนุ่มชาวแคนาดาที่ต้องเผชิญกับข่าวร้ายที่สุดในชีวิตเมื่ออายุ 18 ปี เขาตรวจพบว่าเป็น มะเร็งกระดูก ทำให้ต้องตัดขาข้างขวาเหนือเข่าทิ้งไป แต่แทนที่เขาจะยอมแพ้ Terry กลับตั้งเป้าหมายที่ดูเป็นไปไม่ได้ขึ้นมา นั่นคือการวิ่งข้ามประเทศแคนาดา เพื่อระดมทุนสนับสนุนงานวิจัยรักษามะเร็ง

    รูปปั้น เทอร์รี่ ฟ็อกซ์ (Terry Fox) บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา กรุงออตตาวา

    การวิ่งที่โลกต้องจำ: ในปี 1980 เขาเริ่มออกวิ่งจากเมือง St. John’s ทางฝั่งตะวันออก โดยใช้ขาเทียมวิ่งวันละประมาณ 42 กิโลเมตร (เทียบเท่ากับระยะมาราธอน) ทุกวัน! เขาเรียกภารกิจนี้ว่า “Marathon of Hope”

    เป้าหมาย: เขาต้องการระดมทุนให้ได้ 1 ดอลลาร์จากชาวแคนาดาทุกคน (ตอนนั้นประมาณ 24 ล้านคน) เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ที่ป่วยเป็นมะเร็งเหมือนเขา

    น่าเศร้าที่ Terry ต้องหยุดวิ่งหลังจากผ่านไป 143 วัน (ระยะทาง 5,373 กิโลเมตร) เมื่อมะเร็งลุกลามเข้าไปที่ปอด ทำให้เขาต้องยุติภารกิจและเสียชีวิตลงในปี 1981 ด้วยวัยเพียง 22 ปี

    เทอร์รี่ ฟ็อกซ์ ชีวประวัติและผลงาน 1.

    ผลงานที่ยังคงอยู่: แม้ตัวเขาจะจากไป แต่สิ่งที่เขาทำได้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล ปัจจุบันมูลนิธิ Terry Fox สามารถระดมทุนไปแล้วกว่า 850 ล้านดอลลาร์แคนาดา เพื่อช่วยพัฒนายารักษาและต่อสู้กับมะเร็งทั่วโลก

    ที่หน้าอาคารรัฐสภาในออตตาวา เขาคือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ป้ายแผ่นจารึกที่ระลึกถึงเขา มันเตือนใจให้คนแคนาดาและนักท่องเที่ยวทุกคนรู้ว่า “ขีดจำกัดของมนุษย์นั้นไม่มีอยู่จริง ถ้าเรามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่พอ”

    สะพานเหล็กข้ามแม่น้ำออตตาวา ใกล้กับ Parliament Hill

    ข้อมูลควรรู้ก่อนไป

    สถานที่รายละเอียด
    CN Tower, Torontoค่าเข้าชมและรอบ Edge Walk ควรจองล่วงหน้าช่วง peak season [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ cntower.ca]
    Casa Loma, Torontoค่าเข้าชม (ผู้ใหญ่/เด็ก) และเวลาเปิดทำการ [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ casaloma.ca]
    1,000 Islands Cruiseมีเรือออกจากหลายจุด เช่น Kingston และ Gananoque ระยะเวลาล่องตั้งแต่ 1 ชั่วโมงถึงครึ่งวัน [ตรวจสอบตารางและราคาล่าสุดที่ 1000islands.com]
    Parliament Hill, Ottawaเข้าชมบริเวณโดยรอบฟรี ส่วน guided tour ข้างในต้องจองล่วงหน้า [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ parl.ca]

    วันนี้นั่งรถมา 371 ไมล์ เจอสองปราสาท หนึ่งพันเกาะ และหนึ่งรัฐสภา ส่วน CN Tower นั้น เราเห็นแค่ฐาน ยอดหายไปในหมอก..แต่ก็ถือว่าได้ผ่านมาแล้ว ^^
    ภารกิจเดินทางไกล และการ(ขี่ม้า)เที่ยวชมเมืองของเราสำหรับวันนี้ ก็จบลงตรงนี้

    \O.O/

    ตอนต่อไป: มอนทรีออล – ควิเบกซิตี้

    ← ตะลุยฝันสองพันไมล์ (3): น้ำตกไนแอการา  |  ตะลุยฝันสองพันไมล์ (5): มอนทรีออล – ควิเบกซิตี้ →

  • ตะลุยฝันสองพันไมล์ (3): น้ำตกไนแอการา – Niagara Falls

    ตะลุยฝันสองพันไมล์ (3): น้ำตกไนแอการา – Niagara Falls

    น้ำตกไนแอการา (Niagara Falls) เป็นชื่อที่อยู่ใน bucket list ของนักเดินทางไทยมาหลายทศวรรษ — ภาพในหัวคือน้ำตกขนาดมหึมาสีเขียวมรกต ไอน้ำฟุ้งขึ้นฟ้า แสงแดดหักเป็นสายรุ้งพาดกลางอากาศ สวยเหมือนสารคดีที่เคยดูตอนเด็ก

    วันที่ 3 ของ ทริปอีสต์โคสต์ USA-Canada เราออกเดินทางต่อจากเมือง Harrisburg รัฐ Pennsylvania อีก 300 ไมล์ขึ้นเหนือ — จุดหมายคือน้ำตกในฝัน ระหว่างทางมีจุดแวะที่น่าสนใจพอตัวด้วย

    แผนที่การเดินทางจากวอชิงตัน ดีซี ไปถึงน้ำตกไนเเอการา

    พิพิธภัณฑ์แก้วคอร์นิง (Corning Museum of Glass)

    ระหว่างทางไปไนแอการา เราแวะที่เมือง Corning รัฐนิวยอร์ก เพื่อดู พิพิธภัณฑ์แก้วคอร์นิง (Corning Museum of Glass) หรือที่คนในวงการเรียกว่า CMOG — พิพิธภัณฑ์แก้วที่ว่ากันว่าใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งปี 1951 มีชิ้นงานจัดแสดงกว่า 45,000 ชิ้น ครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และศิลปะ บางชิ้นอายุกว่า 3,500 ปี

    อาคารพิพิธภัณฑ์แก้วคอร์นิงสถาปัตยกรรมทันสมัย พร้อมพื้นที่นั่งเล่นและต้นไม้ในสวน

    ไฮไลท์คือการสาธิต glassblowing หรือการเป่าแก้ว ช่างทำให้ดูง่ายมาก ทั้งที่จริงต้องควบคุมอุณหภูมิเกือบพันองศาและแรงลมพร้อมกัน ดูแล้วทั้งอึ้งและนึกว่าถ้าได้ลองเองคงพังไปนานแล้ว..

    ช่างเป่าแก้วในพิพิธภัณฑ์กำลังสาธิตเทคนิคการขึ้นรูปแก้วด้วยแรงลม
    แก้วเป่าแก้วแก้วในงานศิลปะแก้ว.
    คอลเลกชันของแก้วและเครื่องปั้นดินเผาสีสันสดใสบนชั้นวางในห้องแสดงผลงานศิลปะ
    งานศิลปะเครื่องปั้นดินเผาและแก้วสีสันสดใสบนชั้นแสดงในร้าน
    แก้วคริสตัลสีรุ้งหลากหลายแบบบนชั้นแสดงสินค้า สะท้อนแสงสวยงาม

    พิพิธภัณฑ์ใหญ่พอที่เดินได้ครึ่งวันสบายๆ ร้านขายของที่ระลึกมีงานแก้วที่สวยมากพอจะทำให้กระเป๋าตังค์บางลงได้โดยไม่รู้สึกตัว ^^


    ป้อมปราการเก่าไนแอการา (Old Fort Niagara)

    แผนที่เเสดงทะเลสาบอีรี (Lake Erie) ทางทิศใต้ ที่ไหลไปลงสู่ ทะเลสาบออนตาริโอ (Lake Ontario) ทางทิศเหนือ  และตำเเหน่งที่ตั้งของ Old Fort Niagara
    ทะเลสาบอีรี (Lake Erie) ทางทิศใต้ ที่ไหลไปลงสู่ ทะเลสาบออนตาริโอ (Lake Ontario) ทางทิศเหนือ

    จุดแรกที่แวะในบริเวณไนแอการาคือ ป้อมปราการเก่าไนแอการา (Old Fort Niagara) ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของแม่น้ำไนแอการาก่อนไหลลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอ เป็นป้อมปืนที่มีอายุกว่า 300 ปี สร้างขึ้นในยุคสงครามอาณานิคม ผ่านมือทั้งฝรั่งเศส อังกฤษ และสุดท้ายสหรัฐอเมริกา ตามลำดับประวัติศาสตร์

    ภาพนักรบพื้นเมืองอเมริกันในชุดดั้งเดิมที่ฟอร์ตไนแองการา พร้อมป้ายแสดงข้อมูลประวัติศาสตร์
    ป้อมปราการโบราณ Old Fort Niagara บนชายฝั่งทะเลสาบออนตาริโอ พร้อมสะพานไม้และกำแพงหิน
    สถานที่ประวัติศาสตร์พร้อมกำแพงโบราณและวิวทิวทัศน์ธรรมชาติ
    ป้ายสัญลักษณ์ราชวงศ์อังกฤษและเวลส์ ปี ค.ศ.1759 และ 1796 บนผนังอิฐ

    มีการสาธิตย้อนยุคหลายอย่าง รวมถึงเครื่องแบบทหารอาณานิคมฝรั่งเศสจากยุคประวัติศาสตร์ พร้อมอาวุธและเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม

    เครื่องแบบทหารอาณานิคมฝรั่งเศสจากยุคประวัติศาสตร์ พร้อมอาวุธและเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม
    ชายแต่งกายยุคอาณานิคมสาธิตการยิงปืนคาบศิลาในฉากประวัติศาสตร์
    ป้อมอาคารโบราณบนเนินเขาในท้องฟ้าสีฟ้า, วิวธรรมชาติและสถาปัตยกรรมเก่าแก่
    ปืนใหญ่โบราณและปราสาทเก่าแก่ในสนามกว้าง
    ปืนใหญ่โบราณและปราสาทเก่าแก่ในสนามกว้าง
    ห้องพักทหารในป้อม มีอุปกรณ์-ของใช้แสดงอยู่
    ป้อมปราการเก่าแก่ พร้อมปืนใหญ่และธงชาติอังกฤษ-อเมริกา

    มุมมองจากป้อมข้ามทะเลสาบออนตาริโอไปในวันที่อากาศดี จะมองเห็นเส้นขอบฟ้าของเมืองโตรอนโตลิบๆ อยู่ฝั่งตรงข้าม — รู้สึกว่าแคนาดาอยู่ใกล้กว่าที่คิด

    ทิวทัศน์ทะเลสาบออนตาริโอจากป้อม Old Fort Niagara มองเห็นเส้นขอบฟ้าเมืองโตรอนโตลิบๆ
    มองข้ามทะเลสาบออนตาริโอ — โตรอนโตอยู่ฝั่งโน้น

    น้ำตกไนแอการา (Niagara Falls)

    พื้นที่ท่องเที่ยวน้ำตกไนเเอการาทั้งฝั่งเเคนาดาและอเมริกา
    พื้นที่แหล่งท่องเที่ยวน้ำตกไนเเอการาทั้งฝั่งเเคนาดา (ซ้าย) และอเมริกา (ขวา)

    ตั้งอยู่ที่พรมเเดนระหว่างเมืองฝาแฝดที่มีชื่อเดียวกัน ใน รัฐนิวยอร์ก (Newyork) ของประเทศสหรัฐอเมริกา และ รัฐออนเเทรีโอ (Ontario) ประเทศเเคนาดา โดยพื้นที่สองฝั่งเชื่อมต่อกันด้วย สะพาน Rainbow Bridge 

    เปรียบเทียบขนาด Horseshoe Falls กับ American Falls มองจากมุมสูง
    เเสดงภาพน้ำตกและเขตเเดนของอเมริกา-เเคนาดา | ภาพจาก Google Map
    แผนที่แสดงเส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยวรอบน้ำตกไนแองการ่าในฝั่งอเมริกา
    เส้นทางและสถานที่ท่องเที่ยวน้ำตกไนแองการ่าในฝั่งอเมริกา
    สะพาน Rainbow Bridge ทอดข้ามแม่น้ำไนแอการา (Niagara River) เชื่อมสองฝั่งของอเมริกาและเเคนาดา
    Rainbow Bridge | เครดิตภาพ: google.com

    น้ำตกไนแอการา เกิดขึ้นจาก แม่น้ำไนแอการา (Niagara River) ที่มีความยาวประมาณ 58 กิโลเมตร ที่ไหลจาก ทะเลสาบอีรี (Lake Erie) ทางใต้ไปลงสู่ ทะเลสาบออนตาริโอ (Lake Ontario) ทางเหนือ โดยมีความต่างระดับมากถึง 99 เมตร เมื่อกระแสน้ำไหลมาถึงจุดที่มีเกาะ Goat Island และ Luna Island ขวางอยู่ น้ำจึงแยกตัวออกเป็นน้ำตกสามสาย:

    • น้ำตกฮอร์สชู (Horseshoe Falls หรือ Canadian Falls) — ฝั่งแคนาดา กว้าง 670 เมตร ใหญ่และสวยที่สุดในสาม
    • น้ำตกอเมริกัน (American Falls) — ฝั่งอเมริกา กว้าง 260 เมตร
    • น้ำตกไบรเดิลเวลล์ (Bridal Veil Falls) — น้ำตกเล็กที่อยู่ติดกับ American Falls กว้างเพียง 15 เมตร

    ทั้งสามสายรวมกันเรียกว่า “น้ำตกไนแอการา” และมีอัตราการไหลของน้ำสูงที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ

    จะเรียกว่าเป็นความอาภัพของอเมริกาก็ว่าได้ เพราะแม้ว่าตัวน้ำตกไนเเอการา ทั้ง American Falls, Bridal Veil Falls และ Horseshoe Falls จะตั้งอยู่ในพรมเเดนของสหรัฐอเมริกา เเต่แคนาดากลับได้ประโยชน์กว่าในด้านวิวและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    น้ำตกไนแองการาในมุมกว้าง มองเห็นทั้ง Horseshoe Falls และ American Falls
    เห็นชัดเลยว่า Horseshoe Falls ใหญ่กว่ากันมากแค่ไหน | เครดิตภาพ: google.com

    ตำนาน Maid of the Mist — หญิงสาวแห่งสายหมอก

    ชื่อ “Maid of the Mist” ที่คนมักได้ยินในบริเวณนี้มาจากตำนานของชนพื้นเมืองอินเดียนแดงที่อาศัยอยู่แถบลุ่มน้ำนี้มาก่อนยุคอาณานิคม

    เล่ากันว่าสมัยหนึ่งชาวบ้านล้มตายเป็นอันมากด้วยโรคระบาด เชื่อกันว่าเทพเจ้าแห่งสายน้ำกริ้วโกรธ จึงส่งลูกสาวหัวหน้าเผ่าลอยเรือไปตามน้ำตกเพื่อสังเวย เทพเจ้าโปรดปรานนาง รับเธอเป็นภรรยา และเปิดเผยความจริงว่าที่คนล้มตายเพราะ งูยักษ์ ในลำน้ำที่คายพิษลงในน้ำดื่ม เธอจึงปรากฏกายขึ้นในม่านน้ำ (mist) เพื่อแจ้งข่าวแก่ชาวบ้าน

    คืนนั้นชาวบ้านรุมจับงูฆ่าทิ้ง ร่างงูลอยไปติดขวางแก่งหินจนเกิดเป็นรูปโค้งเกือกม้า — นั่นคือที่มาของรูปทรง Horseshoe ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ตามตำนาน

    ชื่อ Maid of the Mist ยังถูกนำมาใช้เป็นชื่อเรือที่พาผู้โดยสารเข้าใกล้น้ำตกในระยะไม่กี่สิบเมตร — เปียกรับประกัน มีเสื้อกันฝนให้ยืม แต่ถึงยังไงก็ยังเปียก [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด สำหรับตารางเดินเรือและราคา]

    แผนที่แสดงทะเลสาบ Great Lakes รวมถึง Lake Erie, Lake Ontario และตำแหน่งน้ำตกไนแอการา
    ตำแหน่งน้ำตกไนแอการาบนแผนที่ — รอยต่อระหว่าง Erie กับ Ontario

    เกร็ดภูมิศาสตร์: Great Lakes และรอยต่อที่เป็นน้ำตก

    น้ำตกไนแอการาตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างทะเลสาบอีรีกับทะเลสาบออนตาริโอ ซึ่งทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของ เกรทเลกส์ (Great Lakes) — กลุ่มทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วย 5 ทะเลสาบ ได้แก่ Huron, Ontario, Michigan, Erie และ Superior

    ถ้าจำชื่อยาก ลองจำว่า HOMES — ตัวย่อที่คนอเมริกันใช้สอนเด็กประถม


    ฝั่งอเมริกา vs ฝั่งแคนาดา — ใครได้มุมดีกว่า?

    น้ำตกไนแอการา ซึ่งประกอบด้วย American Falls และ Horseshoes Falls จากมุมสูง

    คำตอบสั้นๆ: ฝั่งแคนาดาชนะขาด

    จุดชมวิวฝั่งอเมริกา:

    ป้ายชื่อสถานที่ท่องเที่ยว Niagara Falls State Park
    Niagara Falls State Park — ฝั่งอเมริกา

    ตั้งอยู่ที่ Niagara Falls State Park สวนสาธารณะแห่งแรกในอเมริกา ก่อตั้งปี 1885 ให้มุมมอง American Falls จากด้านข้าง และ Horseshoe Falls จากระยะไกล ทางอเมริกาพยายามชดเชยด้วยการสร้าง Observation Deck ยื่นออกมาเหนือแม่น้ำ แต่ก็ยังสู้ฝั่งแคนาดาที่อยู่ตรงข้ามไม่ได้

    บรรยากาศของพื้นที่ฝั่งอเมริกา
    ศูนย์เยี่ยมชม Orin Lehman พร้อมผู้คนเข้าชมด้านหน้าในวันที่มีเมฆ
    Orin Lehman Visitor Center มี Niagara Adventure Theater ให้ชมด้วย
    อุทยานแห่งชาติ Niagara Falls State Park (ฝั่งอเมริกา) สามารถเดินชมน้ำตกอเมริกัน (American Falls) และน้ำตกไบรเดิลเวลล์ (Bridal Veil Falls) ได้อย่างใกล้ชิดจากทางด้านข้างและด้านบน

    อุทยานแห่งชาติ Niagara Falls State Park (ฝั่งอเมริกา) สามารถเดินชมน้ำตกอเมริกัน (American Falls) และน้ำตกไบรเดิลเวลล์ (Bridal Veil Falls) ได้อย่างใกล้ชิดจากทางด้านข้างและด้านบน

    วิวด้านข้าง American Falls จากลานชมวิวฝั่งอเมริกา
    วิวด้านข้าง American Falls จากลานชมวิวฝั่งอเมริกา
    มุมมองจากฝั่งอเมริกา — ดีในแบบของตัวเอง แต่ไม่ใช่ภาพในฝัน
    USA Observation Deck ยื่นออกมาเหนือแม่น้ำ เพื่อชมน้ำตก American Falls
    USA Observation Deck | เครดิตภาพ: google.com

    จุดชมวิวฝั่งแคนาดา:

    เป็นฝั่งที่หันหน้าเข้าหาน้ำตกโดยตรง ทำให้มองเห็นทัศนียภาพมุมกว้างที่สวยงามและโอบล้อมน้ำตกเกือกม้า (Horseshoe Falls) ซึ่งเป็นน้ำตกที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในบรรดาน้ำตกทั้งสามแห่ง — เป็น panoramic view ที่ใครเห็นก็รู้ทันทีว่านี่คือภาพที่ติดตาในสารคดีทุกเรื่อง

    น้ำตกไนแองการาในวันที่อากาศดี
    ความยิ่งใหญ่ของน้ำตกฮอร์สชู | เครดิตภาพ: google.com

    ถ้าข้ามมาฝั่งแคนาดา ไฮไลท์เด็ดที่แนะนำคือ Skylon Tower หอคอยที่มีร้านอาหารหมุน 360 องศา ถ้าอากาศดีจะมองเห็นน้ำตกทั้งสามสายในมุมสูงพร้อมกัน รวมถึง skyline ของทั้งสองเมือง

    Skylon Tower หอคอยที่มีร้านอาหารหมุน 360 องศา ถ้าอากาศดีจะมองเห็นน้ำตกทั้งสามสายในมุมสูงพร้อมกัน รวมถึง skyline ของทั้งสองเมือง
    น้ำตกไนแองการ่าเป็นหนึ่งในน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนพรมแดนระหว่างสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
    มุมมองจาก Skylon Tower ฝั่งแคนาดา — เห็นน้ำตกทั้งสองสายในภาพเดียว | เครดิตภาพ: google.com
    บรรยากาศของภัตตาคารหมุนได้ 360 องศาบนหอคอย Skylon Tower
    อาหารมื้อเที่ยงของภัตตาคารหมุนได้ 360 องศาบนหอคอย Skylon Tower
    บรรยากาศของภัตตาคารหมุนได้ 360 องศาบนหอคอย Skylon Tower

    ยามค่ำคืนทั้งสองฝั่งเปิดไฟส่องน้ำตกเป็นสีต่างๆ สลับหมุนเวียนกัน ดูได้ฟรีจากริมน้ำ — ถ้าอากาศดี

    น้ำตกไนแอการายามค่ำคืน ไฟสีต่างๆ ส่องสว่างสายน้ำ Horseshoe Falls
    น้ำตกไนแอการายามค่ำคืน แสงไฟหลากสีส่องสว่างทั้งสองสาย
    น้ำตกไนแอการายามค่ำคืน แสงไฟหลากสีส่องสว่างทั้งสองสาย

    ในบริเวณใกล้เคียงยังมีการแสดงของชนพื้นเมืองให้ชมด้วย — เป็น cultural show ที่น่าสนใจอีกมุมหนึ่ง

    การแสดงระบำของชนพื้นเมืองอเมริกันในบริเวณน้ำตกไนแอการา

    ความจริงที่เราเจอ: น้ำตกแข็งครึ่งนึง T_T

    ทริปนี้เราไปช่วงต้นเมษายน ซึ่งในหัวคิดว่าน่าจะพ้นหน้าหนาวแล้ว.. แต่ทางตอนเหนือของนิวยอร์กและออนตาริโอนั้น ฤดูใบไม้ผลิมาช้ากว่าปฏิทินเสมอ

    ผลคือน้ำตกที่เราได้เห็นมีหิมะและน้ำแข็งเกาะทั่วบริเวณ Tone ของทุกอย่างหม่น ไอน้ำหนา ทัศนวิสัยไม่ดี แถมน้ำบางส่วนยังแข็งตัวอยู่เป็นก้อนๆ — ไม่ใช่ภาพที่คาดหวังมาแม้แต่น้อย

    สิ่งที่เราคิดว่าจะได้เห็น..

    น้ำตกไนแอการาในวันอากาศดี สีเขียวมรกต ไอน้ำพวยขึ้นสูง
    เครดิตภาพ: google.com
    ภาพมุมสงของ USA Observation Deck - มองจากฝั่งเเคนาดา
    USA Observation Deck – มองจากฝั่งเเคนาดา | เครดิตภาพ: google.com

    ภาพจริงที่ได้เห็น.. T_T

    น้ำตกไนแองการ่าในช่วงปลายฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง
    น้ำตกไนแองการ่าในช่วงปลายฤดูหนาวที่ยังมีก้อนน้ำเเข็ง
    ภาพมุมสงของ American Falls และ USA Observation Deck

    ไม่ได้โกรธน้ำตก เพียงแต่ถ้ารู้ก่อน ก็น่าจะเลื่อนทริปไปอีกสักสองเดือน บทเรียนที่ได้คือ: เช็คฤดูกาลให้ดีก่อนซื้อตั๋ว โดยเฉพาะปลายทางทางตอนเหนือของอเมริกา 😎


    ข้อมูลควรรู้ก่อนไป: น้ำตกไนแอการา

    หัวข้อรายละเอียด
    ฝั่งอเมริกาNiagara Falls State Park, New York — เข้าฟรี (ค่าที่จอดรถแยก) [กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]
    ฝั่งแคนาดาNiagara Falls, Ontario — จุดชมวิวดีกว่า แนะนำมาก
    วีซ่าแคนาดาคนไทยต้องขอก่อน แนะนำ Multiple Entry ใช้ได้หลายปี [กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]
    เรือ Maid of the Mistออกฤดูกาล พ.ค.–ต.ค. มีทั้งสองฝั่ง [กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]
    Skylon Towerฝั่งแคนาดา ร้านอาหารหมุน 360° ชมวิวน้ำตกจากด้านบน [ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]
    ช่วงเวลาแนะนำพ.ค. – ต.ค. น้ำไหลเต็ม อากาศดี ไม่มีน้ำแข็งขวาง
    หลีกเลี่ยงธ.ค. – มี.ค. ถ้าไม่อยากเจอน้ำตกในสภาพเดียวกับเรา
    ระยะทางจาก NYCประมาณ 450 กม. ขับรถ ~5–6 ชม. / มีบัสและรถทัวร์ [กรุณาตรวจสอบข้อมูลล่าสุด]

    ครั้งนี้เราได้เห็นน้ำตกไนแอการาในแบบที่น้อยคนจะได้เห็น — ยิ่งใหญ่.. แต่ห่มผ้าขนสัตว์อยู่ เหมือนสิงโตที่กำลังนอนหลับในฤดูหนาว ยิ่งใหญ่แต่ยังไม่ตื่น 😊

    โอกาสหน้าถ้าได้กลับมา จะเลือกมาช่วงกลางปี มาฝั่งแคนาดา ขึ้นเรือ Maid of the Mist และขึ้น Skylon Tower ดูพระอาทิตย์ตกพร้อมน้ำตกครบสามสาย — ฝันอยู่แบบนั้น ^^

    \O.O/

    ตอนต่อไป: แรกเยือนถิ่นแคนาดา — โตรอนโต และออตตาวา

    ← ตะลุยฝันสองพันไมล์ (2): ฟิลาเดลเฟีย — วอชิงตัน ดีซี  |  ตะลุยฝันสองพันไมล์ (4): โตรอนโต-ออตตาวา →

  • ตะลุยฝันสองพันไมล์ (1): เริ่มต้นทริปอเมริกา-นิวยอร์กด้วย Air China


    นักเดินทางยืนบนยอดเขาชมพระอาทิตย์ขึ้น เริ่มต้นการผจญภัยทริปอเมริกา

    การผจญภัยในต่างแดนครั้งใหม่

    กรุงเทพมหานคร, เมษายน 2558

    เราได้ตั๋วโปรโมชั่น Air China มาชุดหนึ่ง ราคาไม่แพง เส้นทางกรุงเทพฯ — ปักกิ่ง — นิวยอร์ก แล้วก็คิดกันว่า.. ถ้าจะบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกทีหนึ่ง อยู่แค่นิวยอร์กมันน่าเสียดาย

    หลังจากรวมหัววางแผนกันพักใหญ่ ก็เลยเกิดเป็นทริป อเมริกา-แคนาดา 10 เมือง / 2 ประเทศ โปรเเกรมเดินทางไกลในเส้นทางที่ใฝ่ฝันและรอคอยมานาน ครบเครื่องทั้งทางอากาศ ทางรถยนต์ และทางเรือ ได้สัมผัสบรรยากาศเมืองชายฝั่งทะเล ไปจนถึงเมืองหนาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ

    เส้นทางคราวนี้คือ: นิวยอร์ก → ฟิลาเดลเฟีย → วอชิงตัน ดี.ซี. → น้ำตกไนแองการ่า → ข้ามฝั่งแคนาดา → โตรอนโต → ออตตาวา → มอนทรีออล → ควิเบก ซิตี้ → วนกลับมาเข้าฝั่งอเมริกาที่ บอสตัน และมาจบที่ นิวยอร์ก อีกรอบเป็นวงกลม เป็นความยาวของระยะทางทั้งสิ้นกว่า 2,132 ไมล์ (3,431 กิโลเมตร)

    แผนที่การเดินทางท่องเที่ยวอเมริกา-เเคนาดา เริ่มต้นจากนิวยอร์ก-วอชิงตัน ดีซี-ไนเเอการา-โตรอนโต-ออตตาวา-มอนทรีออล-คิวเบค-บอสตัน-นิวยอร์ก

    ทริปอเมริกาเหนือ: ไปกับทัวร์หรือไปเองดี?

    ช่วงแรกของทริปเราใช้บริการแพ็กเกจทัวร์ของบริษัทท่องเที่ยวดัง เจ้าเดียวกับที่เคยใช้มาในทริป ตะลุยอเมริกาตะวันตก (เวสต์โคสต์) ในคราวก่อน เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญและเครือข่ายกว้างใหญ่ ธุรกิจที่ดำเนินงานโดยชาวจีน จุดเด่นของแพ็คเก็ตทัวร์นี้คือมีโปรเเกรมเที่ยวเยอะ (เรียกได้ว่าเก็บไฮไลต์ในย่านอีสต์โคสต์นี้ได้เกือบครบ) พาหนะเดินทางได้มาตรฐาน ราคาไม่แพง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยตารางเดินทางที่ทรหดหน่อยในบางวัน เนื่องจากต้องเดินทางเป็นระยะทางไกล (โหดแค่ไหนจะค่อยๆเล่าให้ฟัง^^)

    หลังจบจากทัวร์ เราตะลอนเที่ยวกันเองอีกหลายวัน ได้ทำความรู้จักกับมหานครนิวยอร์ค – เมืองที่บางคนให้ฉายาว่าเป็นเมืองหลวงของโลก เพราะเป็นที่รวมอยู่ของผู้คนจากเเทบทุกเชื้อชาติ เมืองที่มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่หลากหลาย เมืองที่มีความเจริญทางการค้า ธุรกิจ เเฟชั่น การท่องเที่ยวฯลฯ เมืองที่ทุกคนรู้จักเเละจดจำจาก เหตุการณ์โศกนาถกรรม 911 เมื่อกว่าสิบปีก่อน

    เเถมท้ายด้วยไปเที่ยวเมือง เเอตเเลนติกซิตี้ (Atlantic City) เมืองตากอากาศริมชายฝั่งทะเลของมหาสมุทรเเอตเเลนด์ติก ที่มีชายหาดและทางเดินริมทะเล (บีชวอล์ค) ยาว 6.4 กิโลเมตร รายล้อมด้วยคาสิโนชื่อดัง รวมถึงโรงแรม ร้านอาหาร และศูนย์รวมความบันเทิงในยามค่ำคืนที่หนาแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยว ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ลาสเวกัสแห่งชายฝั่งตะวันออก”


    บินข้ามซีกโลกด้วย Air China (แวะพักปักกิ่ง)

    เราบินออกจากสนามบินสุวรรณภูมิช่วงช่วงกลางดึก จุดหมายเเรกคือสนามบินปักกิ่งเพื่อเปลี่ยนเครื่อง

    แผนที่แสดงเส้นทางการบินจากเอเชียข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปอเมริกาเหนือ

    มุมมหาชน.. มีความสุขทุกครั้งที่เห็น เพราะนั่นแสดงว่าเรากำลังเริ่มออกเดินทาง… ^^

    ภายในสนามบินที่มีโครงสร้างอาคารโค้งและผู้โดยสารเดินผ่าน

    บรรยากาศแวะพักที่สนามบินปักกิ่ง (PEK)

    เครื่องบินแอร์ไชน่าจอดรอที่หลุมจอดในสนามบิน

    ถึงปักกิ่งตอนเช้า อุณหภูมิ 8 องศา สดชื่นดีสำหรับคนมาจากเมืองร้อน

    ทางเดินเลื่อนและป้ายบอกทางภายในสนามบิน
    ผู้โดยสารรอขึ้นเครื่องในอาคารสนามบินที่กว้างขวาง
    จุดเช็คอินและเกตขึ้นเครื่องในสนามบินปักกิ่ง

    เทอร์มินอล 3 ที่สนามบินนานาชาติปักกิ่ง (Beijing Capital International Airport) กว้างขวางและทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่เคาน์เตอร์ Transfer มีเจ้าหน้าที่วันนี้น้อยไปหน่อยเทียบกับคิวผู้โดยสารที่ยาวเป็นหางว่าว ต้องรอกันพักใหญ่ถึงผ่านได้

    ผู้โดยสารรอคิวเช็คอินและผ่านจุดตรวจสอบในสนามบิน
    ตู้โทรศัพท์สาธารณะและสัญลักษณ์สำหรับผู้พิการในสนามบิน
    รถเข็นเด็กสีสันสดใสในสนามบินสำหรับครอบครัว

    ประสบการณ์บนเครื่อง Boeing 777-300ER

    เครื่องบิน Boeing 777-300ER พาเราออกเดินทางจากปักกิ่งตอน 9 โมงเช้า หลังจากผ่านอาหารไปสองมื้อบนเครื่อง เราก็เพลิดเพลินกับการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง สลับกับลุกออกเดินตรวจการทำงานของแอร์โฮสเตสสาวบนเครื่อง (เพื่อยืดแข้งยืดขาแก้เมื่อยเฉยๆ :p)

    หน้าจอระบบความบันเทิงในเครื่องบิน Air China

    จอหนังบนเครื่องมีหนังเอเชียให้ดูเยอะเลย เจอโทนี่ จา พูดจีนชัดเป๊ะในหนังต้มยำกุ้ง 2 ด้วย

    หน้าจอภาพยนตร์เรื่องต้มยำกุ้ง 2 บนเครื่องบิน

    LUCY ของดาราคนโปรดเรา สการ์เลตต์ โจแฮนสัน (Scarlett Johansson) ก็มี

    ภาพหน้าจอภาพยนตร์เรื่อง Lucy

    หน้าปกสวยงามของนิตยสารบนเครื่อง เห็นแล้วกระตุ้นต่อมอยากเดินทาง..

    หน้าปกสวยงามของนิตยสารบนเครื่อง เห็นแล้วกระตุ้นต่อมอยากเดินทาง

    แอบชะโงกดูที่นั่งชั้นบิสซิเนส(ของคนอื่น)… รออีกนิดนะ รวยเมื่อไหร่เดี๋ยวเราค่อยเจอกัน ^^

    ที่นั่งชั้นบิสซิเนสบนเครื่องบิน

    เดินทาง 20 ชั่วโมง แต่นาฬิกาบอกว่าแค่ชั่วโมงเดียว

    ในที่สุดเราก็มาถึงนครนิวยอร์ก ในเวลา 10 โมงเช้าของวันเดียวกัน!! เสียเวลาตามหน้าปัดนาฬิกาไปเพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น (ได้กำไรจากส่วนต่างของไทม์โซนล้วนๆ ความจริงใช้เวลาบินและต่อเครื่องไปทั้งสิ้นกว่า 20 ชั่วโมง) ช่างเป็นการเดินทางย้อนเวลาที่คุ้มค่ายิ่งนัก^^

    JFK International Airport – ประตูเเรกสู่นิวยอร์ค

    ภาพมุมสูงจาก Google Map sattellite view แสดงที่ตั้งของสนามบิน JFK ทั้งหมด

    JFK International Airport (John F. Kennedy International Airport) เป็นหนึ่งในสนามบินที่คึกคักที่สุดของโลก รองรับสายการบินจากทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเขตควีนส์ ใกล้เกาะแมนฮัตตัน เป็นสนามบินหลักขนาดใหญ่มาก มีทั้งหมด 8 เทอร์มินอล

    ภาพแผนที่จาก Google Map แสดงที่ตั้งของสนามบิน JFK และเมืองนิวยอร์ก
    โถงผู้โดยสารขาเข้าของสนามบิน JFK

    ที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว มีแผงข้อมูลและแผนที่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวและเส้นทางในเมือง

    แผงข้อมูลท่องเที่ยวและแผนที่ในศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว

    การเดินทางเข้าเมือง

    แผนที่เส้นทางรถไฟ AirTrain ในสถานีจาเมกา

    สำหรับการเดินทางเข้าเมืองจากสนามบิน JFK สามารถใช้บริการรถไฟฟ้าระบบอัตโนมัติของสนามบิน (AirTrain) มาต่อรถไฟใต้ดิน (Subway) ของนิวยอร์กได้สะดวกมาก โดยจุดเชื่อมต่อหลักจะอยู่ที่สถานี Jamaica Station และ Howard Beach Station [ตรวจสอบข้อมูลเส้นทางเดินรถล่าสุดก่อนเดินทาง]

    การเดินทางมาอเมริกาอาจดูเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน เเต่เราพบว่า มันไม่ได้ยากเกินกว่าที่เราจะทำได้เลย \O.O/

    Hello.. New York City
    การผจญภัยของเรากำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!

    *อัพเดท (2026)*:
    ปัจจุบันมีการพัฒนาสนามบิน JFK ให้ทันสมัยยิ่งขึ้น มีการยุบรวมเทอร์มินอล 1-2-3 และทำเป็น New Terminal One (NTO) ตลอดจนได้ปรับปรุงเทอร์มินอลอื่นๆจนครบด้วย

    อ่านเพิ่มเติม:

    วิวเมืองนิวยอร์กจากมุมสูงในวันที่มีเมฆครึ้ม
  • [รีวิว] ลานหิมะในร่มที่กวางโจว Bonski  – ฉบับคนเวลาน้อยแต่ใจรัก

    [รีวิว] ลานหิมะในร่มที่กวางโจว Bonski – ฉบับคนเวลาน้อยแต่ใจรัก

    ทริปวีคเอนด์-เล่นหิมะที่กวางโจว Bonski

    ทริปกวางโจวรอบนี้พวกเราตั้งใจมาลานสกีโดยเฉพาะ เราบินมาถึงกวางโจวตอนคืนวันศุกร์ ใช้เวลาวันเสาร์-อาทิตย์จัดเต็มลุยลานหิมะ 2 วันรวด แล้วบินกลับไทยคืนวันอาทิตย์เลย เรียกว่าเป็นทริปวีคเอนด์สั้นๆ แต่เป้าหมายชัดเจนมาก ใครมีเวลาน้อยแต่ใจอยากปะทะหิมะ ลอกการบ้านแพลนนี้ได้เลย

    [รูปตอนเล่นอยู่ในลานไม่ค่อยมี มัวเเต่ห่วงถ่ายวิดีโอ เลยขอเอาภาพจากเว็บไซต์มาประกอบเพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา] 😊

    กวางโจวบอนสกี – Guangzhou BONSKI (广州热雪奇迹) เป็นลานสกีในร่ม (Indoor Ski Resort) ขนาดใหญ่และมีชื่อเสียง เคยเปิดทำการภายใต้ชื่อ Guangzhou Sunac Snow World ก่อนที่จะรีแบรนด์ใหม่ ตั้งอยู่ใน Sunac Guangzhou Cultural Tourism City เขต Huadu ห่างจากใจกลางเมืองกวางโจวประมาณ 1 ชั่วโมง และห่างจากสนามบินไบยุน (Guangzhou Baiyun International Airport) เพียงประมาณ 30 นาที เรียก Didi จากสนามบินไปสะดวกมากๆ

    Sunac Guangzhou Cultural Tourism City คือคอมเพล็กซ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงขนาดใหญ่ใน เขตฮวาตู (Huadu District) เมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน มีพื้นที่ประมาณ 596,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย 8 โซน เช่น Sunac Land – สวนสนุกธีมวัฒนธรรม, Sunac Snow World – ลานสกีในร่มที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของจีน, Sunac Water World – สวนน้ำในร่มขนาดใหญ่ และโซนอื่นๆซึ่งรวมถึงโรงแรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์


    Bonski ใหญ่แค่ไหน

    เครดิตภาพ: guangzhouindoorski.com
    เครดิตภาพ: guangzhouindoorski.com

    ที่นี่คือ ลานสกีในร่มที่ใหญ่ที่สุดในจีนตอนใต้ และอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก พื้นที่รวมกว่า 75,000 ตารางเมตร อุณหภูมิข้างในรักษาไว้ที่ -4 ถึง -6°C ตลอดปี ช่วงที่พวกเราไป (กลางเดือนพฤษภาคม) ถึงแม้อากาศข้างนอกจะร้อนถึง 30 องศา แต่พอเดินเข้าไปอยู่ในลานสกีที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา ก็ให้ฟีลแปลกๆดี

    ระหว่างทางเดินจากที่พักไปยังลานสกีซึ่งอยู่ในห้างจะมีร้านค้าตามทาง เช่น ร้านกาแฟ ชาไข่มุก เบเกอรี่ ร้านสะดวกซื้อ ร้านเช่าอุปกรณ์สกี/สโนว์บอร์ด สามารถแวะหาอะไรกินรองท้องหรือเช่าอุปกรณ์ได้เลย ราคาจะถูกกว่าในห้าง

    เดินเข้าห้างตรงมาเรื่อยๆ จะเจอประตูทางเข้า Guangzhou BONSKI อยู่ทางขวา (ซุ้มสีน้ำเงิน) เดินจะมีจุดขายตั๋วอยู่

    พวกเราซื้อตั๋วแบบ “2 Days Unlimited” จาก Trip.com ต้องมาแลกบัตรแข็งที่จุดขายตั๋ว โดยยื่นพาสปอร์ตและเลข Voucher ที่จองมา จากนั้นพนักงานจะให้เราเซ็นยินยอม และถ่ายรูปลงบนบัตร ให้เราเก็บบัตรนี้ไว้ดีๆ เพราะต้องใช้ตลอด 2 วัน ถ้าทำบัตรหายต้องเสียเงินเพื่อทำบัตรใหม่

    เมื่อผ่านจุดแตะบัตรสแกนหน้าเข้ามา จะเจอโถงกลาง เคาน์เตอร์แรกซ้ายมือสุดจะเป็น Tourist Service และ Lost and Found Office สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ หรือถ้าทำของหายก็มาติดต่อที่เคาน์เตอร์นี้ได้

    ฝั่งตรงข้ามทางขวาจะเป็นประตูเข้าโซนหิมะ (Ski Zone & Snow Play Zone) ข้างๆ จะเป็นเคาน์เตอร์ Ski Training Center สำหรับผู้ที่อยากเรียนสกี/สโนว์บอร์ด สอนโดยครูจีนประจำลาน

    ถัดมาทางซ้ายจะเป็นเคาน์เตอร์หมายเลข 1-2 สำหรับ BONSKI Membership Service เคาน์เตอร์ 3-4 สำหรับยืมและคืนหมวก(Helmet) ฝั่งตรงข้ามจะเป็นที่วางสกี/สโนว์บอร์ด

    เดินถัดเข้ามาจะเจอร้านขายอุปกรณ์สกี/สโนว์บอร์ด ใครขาดเหลืออะไรก็มาซื้อที่นี่ได้ ใครอยากได้สนับตุ๊กตาแบบ พส จีนก็สามารถเช่าเต่าไปเล่นในลานได้

    ร้าน GT จะขายอุปกรณ์สกี/สโนว์บอร์ดแบรนด์ดังๆ หลายแบรนด์


    การเช่าอุปกรณ์

    ถัดจากโซนร้านขายอุปกรณ์สกี/สโนว์บอร์ด จะเป็นโซนเช่าอุปกรณ์ โดยบัตรเข้าลานสกีจะรวมการเช่า สกี/สโนว์บอร์ด, รองเท้าบูท, หมวกกันกระแทก และชุดครบแล้ว

    • เคาน์เตอร์ 5-9: ยืมชุด (Suits) และ Boots (ป้ายสีน้ำเงิน)
    • เคาน์เตอร์ 11-12: คืนชุดและ Boots (ป้ายสีเขียว)
    • หมวก(Helmet) ตามที่บอกข้างบน ยืมที่เคาน์เตอร์ 4 และคืนที่เคาน์เตอร์ 3 แนะนำว่าให้มายืมหมวกเป็นลำดับสุดท้ายก่อนเข้าโซนหิมะ เพราะจุดยืมอยู่ตรงข้ามทางเข้าลาน
    • สกี/สโนว์บอร์ด ต้องเดินเข้าลานโซนหิมะไปทางขวา จะมีจุดเช่าสกี/สโนว์บอร์ดอยู่ด้านใน

    ถัดจากเคาน์เตอร์ 12 เดินตรงเข้ามาจะมีที่ให้นั่งเปลี่ยนรองเท้า วางของ และตรงสุดทางจะมีห้องให้เปลี่ยนชุด แยกชายหญิง


    การใช้ล็อคเกอร์

    โซน Locker จะอยู่ทางขวาของทางเดินหลัก เราสามารถขอรับบัตร Locker ได้จากเคาน์เตอร์ 6-9 เพื่อเก็บของไว้ใน Locker ระหว่างวัน

    บริเวณ Locker แต่ละล็อคจะมีจุดแตะบัตรอยู่ ให้เราไปที่ Locker ตามหมายเลขโซนที่เราได้ จากนั้นนำบัตร Locker ไปแตะที่จุดแตะบัตรของโซนนั้นๆ ประตู Locker ช่องของเราก็จะเปิดออกโดยอัตโนมัติ

    หลังจากที่เราผ่านแต่ละเคาน์เตอร์เพื่อยืมอุปกรณ์ แต่งตัว เก็บของเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเข้าไปปะทะ Slope ข้างในแล้ว ประตูทางเข้าโซนหิมะจะมี 2 ชั้น โดยจะเปิดสลับกันเพื่อรักษาความเย็นด้านในลาน


    โซนสกี 5 Slope แยกตามระดับ

    ข้างในลานจะแบ่งเป็น 2 โซนหลักที่ขายบัตรแยกกัน

    • Ski Zone — ลานสกี 5 Slope สำหรับมือใหม่ไล่ไปจนถึงระดับสูง
    • Snow Play Zone — พื้นที่สำหรับเล่นหิมะสำหรับคนที่ไม่ได้มาเล่นสกี

    โซนสกีมีความยาวของลานสูงสุดมากกว่า 300 เมตร ซึ่งสำหรับลานในร่มถือว่าจัดเต็มมาก มีให้เลือกตั้งแต่คนเพิ่งหัดเล่นครั้งแรกไปจนถึงระดับกลาง-สูง แบ่งเป็น 5 Slope ได้ดังนี้

    1. Honey Bear (Beginner: ความยาว 50 เมตร ความชัน 8°)
      เหมาะสำหรับมือใหม่เพิ่งหัดเล่น เป็นลานที่ง่ายที่สุด กว้างและมีความลาดเอียงน้อย ทำให้ความเร็วต่ำ ช่วยสร้างความมั่นใจก่อนไปเล่นลานระดับสูงกว่า (จากรูปด้านบนคือ หมายเลข 5)
    2. Penguin (Beginner: ความยาว 70 เมตร ความชัน 10°)
      เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่ต้องการฝึกพื้นฐาน เป็นลานกว้าง ช่วยให้ฝึกการทรงตัวได้อย่างปลอดภัย (จากรูปด้านบนคือ หมายเลข 4)
    3. Snow Rabbit (Intermediate: ความยาว 300 เมตร ความชัน 13.6°)
      เป็น Slope ที่ยาวที่สุดในลาน เหมาะสำหรับผู้ที่ทรงตัวได้ ควบคุมความเร็วได้ หยุดได้อย่างมั่นใจ ล้มอย่างปลอดภัย ลานนี้มีความชันและความกว้างที่เหมาะสำหรับการฝึก Ground Tricks ถือเป็นลานยอดนิยมที่สุด (จากรูปด้านบนคือ หมายเลข 3)
    4. Forest Deer (Advanced: ความยาว 260 เมตร ความชัน 18°)
      เหมาะสำหรับมีประสบการณ์ระดับกลางถึงค่อนข้างสูง (จากรูปด้านบนคือ หมายเลข 2)
      ช่วงบน: ความชันประมาณ 18° ต้องใช้ความมั่นคงในการยืน ควบคุมความเร็ว ต้องมีความมั่นใจในการเล่นบนลานชัน
      ช่วงล่าง: ความชันประมาณ 10–12° สามารถเข้าโค้งได้ต่อเนื่องและลื่นไหล
      จุดเด่นพิเศษ: มีการทำ Mogul Course (เนินลูกระนาด) และ Wave Trail (ทางคลื่นหิมะ) เพื่อให้ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นบนสภาพภูมิประเทศหลากหลายรูปแบบ
    5. King Tiger (Advanced: ความยาว 260 เมตร ความชัน 20.8°)
      เหมาะสำหรับผู้มีประสบการณ์ระดับสูง ผู้ฝึกการแข่งขัน Slalom ผู้ฝึก Carving ระดับจริงจัง (จากรูปด้านบนคือ หมายเลข 1)

    นอกจากนี้ยังมี Terrain Park สำหรับการฝึกทักษะฟรีสไตล์ เช่น Rail, Box, Jump, Kicker โดยจะมี 2 Park คือ ข้างๆ ลาน Honey Bear (จากรูปด้านบนคือ หมายเลข 23) และบริเวณช่วงบนของลาน King Tiger (จากรูปด้านบนคือ หมายเลข 6)

    ด้านซ้ายคือลาน Penguin ด้านซ้ายคือลาน Honey Bear
    เครดิตภาพ: trip.com
    ด้านบนซ้ายคือลาน King Tiger และ Forest Deer ส่วนด้านขวาสุดคือลาน Snow Rabbit ที่ยาวที่สุดของลาน
    เครดิตภาพ: guangzhouindoorski.com
    เครดิตภาพ: trip.com
    ลาน Penguin
    เครดิตภาพ: trip.com

    ในลานมี Chair Lift 1 ตัว (Sunlight of Alps Lift) สำหรับขึ้นไปยัง Slope ที่สูงสุด (Snow Rabbit, Forest Deer, King Tiger) หรือใครยังไม่มั่นใจก็ใช้ Magic Carpet ได้ แอบกระซิบว่า Magic Carpet เส้นยาวที่สุดที่ขึ้นไปยัง Snow Rabbit ฝั่งซ้ายจะเลื่อนเร็วกว่าฝั่งขวา

    เครดิตภาพ: trip.com
    เครดิตภาพ: trip.com

    ลานทั้ง 5 เส้นทางนี้ทำให้ Guangzhou BONSKI สามารถรองรับผู้เล่นได้ทุกระดับ ตั้งแต่ผู้ที่เริ่มฝึกครั้งแรก ไปจนถึงนักสกีและนักสโนว์บอร์ดที่ต้องการฝึกทักษะฟรีสไตล์และการเล่นบนทางชันภายในสภาพแวดล้อมแบบหิมะจริงตลอดทั้งปี


    โซนเล่นหิมะ: ไม่ต้องสกีก็มาสนุกได้

    สำหรับคนที่ไม่ได้อยากเล่นสกีแต่อยากเล่นหิมะ โซน Snow Play Zone ก็มีกิจกรรมให้เล่นเพียบ เช่น

    • Treetop Adventure เส้นทางผจญภัย
    • Ice Bumper Cars รถบั๊มบนน้ำแข็ง
    • Ice Biker จักรยานน้ำแข็ง
    • Flower Sea Snow Ring นั่งห่วงยางสไลด์ลงเนินรายล้อมด้วยสวนดอกไม้

    ทริปนี้เราไม่ได้เล่นโซนนี้เพราะเวลาและพลังงานไปอยู่บน Slope ซ้อมสโนว์บอร์ดอย่างล้มลุกคลุกคลาน แต่จากที่มองไปก็เห็นเลยว่าคึกคักมาก เหมาะกับครอบครัวพาเด็กๆ มาปล่อยพลังสุดๆ

    เครดิตภาพ: guangzhouindoorski.com
    เครดิตภาพ: guangzhouindoorski.com

    โซนร้านอาหารและร้านค้า

    • โซนเย็นข้างในลาน: ด้านบนของ Penguin Slope มีร้าน KFC แนะนำให้ไปนั่งกินไก่ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ ชมวิวรอบลาน บรรยากาศดีมากๆ
    • โซนร้อนข้างในลาน (หลังสแกนบัตรเข้า): มีร้านอาหาร เครื่องดื่ม สำหรับผู้ที่ไม่อยากสแกนบัตรออกไปข้างนอก
    • โซนห้างนอกลาน: ชั้น 1 ส่วนใหญ่จะเป็นร้านชากาแฟ เบเกอรี่ ส่วนร้านอาหารส่วนใหญ่จะอยู่บนชั้น 3 ของห้าง มีร้านเยอะมากๆ

    ร้าน Chagee อยู่ชั้น 1 ตรงทางเข้าห้าง

    ร้านนี้อยู่ชั้น 1 ตรงทางเข้าลานสกี

    ร้านอาหารส่วนใหญ่จะอยู่บนชั้น 3

    • โซนด้านนอกห้าง: มีร้านอาหารและเครื่องดื่มอยู่รอบๆ ห้างให้เลือกเยอะมาก เล่นสกีเสร็จออกมาคึกคักไม่เหงาแน่นอน

    แนะนำร้านอาหารจีนสีเขียว ฝั่งตรงข้ามทางออกห้าง (ประตู Chagee) หมูแดงอร่อยมากๆ


    ข้อแนะนำจากประสบการณ์จริง:

    1. สิ่งที่อยากแนะนำสุดๆ สำหรับสายบ้าพลังที่ตั้งใจมาเล่นสกี/สโนว์บอร์ดโดยเฉพาะ คือการซื้อบัตรแบบ “2 Days Unlimited” ความคุ้มคือสามารถเล่นได้ทุก Slope และเข้า-ออกลานได้ไม่จำกัดภายใน 2 วันเต็ม (บัตรประเภทอื่นจะเข้า-ออกลานได้แค่ครั้งเดียว) สมมติว่าซ้อมบอร์ดจนเริ่มล้าหรือหิวจัด เราสามารถถอดชุดออกไปพัก หาข้าวอร่อยๆ กินนอกลาน หรือจะไปเดินช้อปปิ้งตากแอร์ในห้างชิลๆ ให้ร่างกายได้ฟื้นฟู แล้วค่อยสวมชุดกลับเข้าไปลุยสโนว์บอร์ดใหม่ตอนไหนก็ได้

      ราคาบัตร “2 Days Unlimited” ช่วงที่เราไปเสาร์-อาทิตย์ ประมาณ 5,200 บาท(จองล่วงหน้าได้ 10 วัน ราคาอาจสวิงตามช่วงพีคซีซั่น วันหยุด และโปรโมชั่น แนะนำให้จองล่วงหน้าผ่านแอปดีกว่าไปซื้อหน้าประตูค่ะ [จองตั๋วออนไลน์ล่วงหน้า]
    2. ในกรณีที่ซื้อบัตรแบบ “2 Days Unlimited” ถ้าต้องการออกไปข้างนอกลานระหว่างวันโดยที่ยังไม่คืน Locker เวลาสแกนบัตรออกจากลานจะสแกนไม่ผ่าน ต้องไปที่เคาน์เตอร์ Tourist Service (เคาน์เตอร์แรกสุด) แล้วยื่นบัตร “2 Days Unlimited” ให้พนักงานเพื่อสแกนให้บัตรของเราสามารถออกจากลานได้โดยไม่ต้องคืน Locker
    3. ถึงแม้ลานจะมีอุปกรณ์ให้ยืม แต่สภาพอาจจะไม่ดีมาก ชุดที่ยืมจากลานจะไม่มีช่องซิปให้ใส่มือถือ อาจได้ชุดที่มีกลิ่นอับ ส่วนสโนว์บอร์ดจะค่อนข้างฝืด น่าจะไม่ได้ Wax มานาน บูทเป็นแบบเชือกสภาพค่อนข้างเก่า อาจจะอยู่ที่ดวงด้วย ถ้าใครไม่อยากเสี่ยงดวงก็สามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้โดยการเช่าชุดและบอร์ดจากร้านข้างนอกลาน มีหลายร้านหลายราคา ถ้าเช่าจากร้านฝั่งตึก 1-7 ราคาจะถูกกว่าเช่าจากฝั่งห้าง ส่วนชุดก็มีให้เลือกเยอะดี ไม่ว่าจะ Burton [ak] หรือชุด พส จีนน่ารักๆ ก็มี
    4. เวลาเช่าบอร์ดร้านข้างนอก บอกให้ชัดเจนว่าเราเล่น Regular (ขาซ้ายนำ) หรือ Goofy (ขาขวานำ) ถ้าใครจะปรับองศา Binding แนะนำให้จดเลขให้ร้าน หรือส่งผ่าน WeChat ให้ชัดเจน เคยบอกปากเปล่าแล้วร้านปรับมาให้มั่วหมดเลย อาจจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง 555 ก่อนออกจากร้านให้เช็คความเรียบร้อยของอุปกรณ์ให้ดีจะได้ไม่เสียเวลากลับมาเปลี่ยน
    5. วันเสาร์-อาทิตย์คนเยอะมาก วันที่เราไป ลานเปิด 10 โมง เข้าไป 10.30 คนก็เยอะแล้ว จนถึงค่ำๆ คนก็ยังเยอะ ทำใจไว้เลยว่าจะได้ฝึกสกิลเลี้ยวหลบคน ถ้าใครมีวันลาเหลือๆ แนะนำให้มาวันธรรมดา คนน้อยกว่ามากๆ ลานโล่ง เล่นสบายกว่าเยอะ ราคาบัตรถูกกว่าเสาร์อาทิตย์ด้วย
    6. การจ่ายเงินในจีนนอกจาก Alipay แล้ว สามารถจ่ายผ่าน True Money หรือสแกนผ่านแอป K-PLUS ของกสิกรก็ได้ สะดวกมาก
    7. สาย Content ที่เน้นถ่ายรูปถ่ายวีดีโอในลานสกีอุณหภูมิติดลบ แบตมือถือจะหมดไว อย่าลืมพกพาวเวอร์แบงก์มาด้วย เก็บไว้ใน Locker แล้วค่อยออกมาชาร์จได้
    8. คนจีนส่วนใหญ่สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้ แอป Translate ช่วยชีวิตได้เยอะ โหลดรอไว้เลยก่อนเดินทาง
    9. สำหรับใครที่อยากเรียนสกี/สโนว์บอร์ด ที่ลานมี Ski School แต่เป็นครูคนจีนสอน จากที่เคยเรียนกับครูคนจีนมาหลายที่ ถึงแม้ครูจะพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ก็จะสื่อสารได้ไม่ชัดเจนเท่ากับครูคนไทย สำหรับทริปนี้เราตั้งใจมาเรียนสโนว์บอร์ดกับครูคนไทยโดยเฉพาะ เป้าหมายคือมาอัพสกิลและซ้อมร่างกายเตรียมตัวไปลุยหิมะที่ญี่ปุ่นช่วงต้นปีหน้า ยิ่งได้เรียนกับครูคนไทยที่สื่อสารเทคนิคเข้าใจง่าย ก็เลยสนุก มั่นใจ แล้วก็รู้สึกว่าพัฒนาได้ไวขึ้นเยอะ ใครที่อยากได้คำแนะนำหลังไมค์มาได้นะ
    10. แถวลานสกีมีที่พักเยอะมาก เลือกพักได้ตามแต่งบประมาณ
      • สายหรูหรา: โรงแรมที่ได้รับความนิยมคือ Steigenberger Guangzhou เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาวในเครือ Steigenberger ตั้งอยู่ในโครงการ Sunac Resort และอยู่ใกล้ลานสกี สามารถเดินหรือเรียกรถภายในรีสอร์ตได้สะดวก สามารถซื้อแพคเกจโรงแรมพร้อมบัตรข้าลานสกีได้เลย
      • สาย Budget: สามารถพักที่โรงแรมฝั่งตรงข้ามลานสกีได้ เป็นแนวๆ Apartment มีทั้งหมด 7 ตึก (Building 1-7) โดยเจ้าของจะนำห้องชุดมาทำเป็นโรงแรมหรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ คนไทยนิยมไปพักเพราะราคาถูก (ตั้งแต่หลักร้อยถึงพันนิดๆ) โดย Lobby จะอยู่ตามชั้นต่างๆ ให้เช็ครายะเอียดมาให้ดี แนะนำให้แอด WeChat ของที่พักแล้วนัดแนะให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง โดยเฉพาะถ้ามาถึงไฟล์ทดึก ถ้าไม่นัดก่อนอาจจะไม่มีคนรออยู่ Lobby ตอนเชคอิน

        โรงแรมที่เราเคยไปพัก – คุณภาพโอเค เช่น
        Imin Holiday Hotel (ตึก 7 ชั้น 25)
        Guangzhou Dream Home Apartment (ตึก 6 ชั้น 5)
    Guangzhou Dream Home Apartment
    Guangzhou Dream Home Apartment

    เตรียมแพ็คกระเป๋าก่อนไปลุย

    เช็คลิสต์สำหรับคนที่ไปครั้งแรกแล้วนึกไม่ออกว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง

    Mandatory (ต้องมี):

    1. เสื้อ กางเกง ไว้ใส่ข้างในชุดสกี อาจใส่เป็นชุดลองจอนหรือฮีทเทคบางๆ เพราะลานสกีในร่มถูกควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ ไม่มีลมและความแปรปรวนจากสภาพอากาศ

    2. ถุงเท้าสกี/สโนว์บอร์ด จะเป็นถุงเท้ายาวเกือบถึงเข่า

    3. ถุงมือกันหนาว ต้องเป็นถุงมือที่กันน้ำ/หิมะได้ ถ้าเล่นสโนว์บอร์ด (ไม่จำเป็นต้องจับใช้ไม้ Pole เหมือนสกี) แนะนำให้ใช้ถุงมือแบบไม่มีช่องแยกนิ้ว เรียกว่า Mitten (มิทเทน) โดยจะมีช่องแยกแค่นิ้วโป้งเพียงนิ้วเดียว ส่วนนิ้วชี้ถึงนิ้วก้อยจะถูกรวมไว้ในช่องเดียวกัน ข้อดีคือใส่แล้วอุ่น กักเก็บความร้อนได้ดีกว่าถุงมือแบบแยกนิ้ว

    Optional (มีก็ดี):

    1. สนับกันกระแทก จริงๆ อยากเอาขึ้นไปเป็น Mandatory แนะนำมากๆ ให้ใส่โดยเฉพาะมือใหม่ จะได้ล้มอย่างมั่นใจ ไม่บาดเจ็บ สนับก้นแนะนำแบบกางเกงสวม สนับข้อมือแนะนำแบบที่ดามอยู่ในถุงมือ Mitten ใส่แล้วแทบไม่รู้สึกว่ามีสนับอยู่

    2. ผ้าบัฟ สำหรับปิดหน้ากันหนาว

    3. แว่น Goggle ไว้กันลม กันหิมะเข้าตา แต่ในลาน Indoor ไม่ใส่ก็ไม่เป็นไร

    4. หมวก (Helmet) และชุด ที่ลานมีให้ยืมได้ฟรี แต่ถ้าอยากเอามาเองเพื่อความสวยงามก็ไม่ติด


    ข้อมูลควรรู้ก่อนไป

    จากกรุงเทพฯ มีไฟลต์บินตรงไป Guangzhou Baiyun International Airport (CAN) ทุกวัน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง โดยมีสายการบินที่ให้บริการเช่น China Southern, Thai Airways, Thai Lion Air, Thai AirAsia, 9 Air, Spring Airlines เป็นต้น [ตรวจสอบราคา]

    ควรจองบัตรเข้าลานสกีมาล่วงหน้า ราคาอาจขึ้นลงตามช่วงพีคซีซั่น-วันหยุด และโปรโมชั่น ซื้อตั๋วล่วงหน้าผ่าน Trip.com มักได้ราคาดีกว่าหน้าประตูพอสมควร

    เวลาทำการ:

    • จันทร์ – ศุกร์: 10:30 – 20:30 น.
    • เสาร์ – อาทิตย์: 10:00 – 21:30 น.

    (ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนเดินทางอีกครั้ง เผื่อมีการเปลี่ยนแปลง)


    Bonski กวางโจว ถือเป็นทริปที่คุ้มค่ามาก โดยเฉพาะใครที่อยากหาที่ซ้อมสกี/สโนว์บอร์ดก่อนไปทริปใหญ่ที่ต่างประเทศ ทริปหน้าใครแพลนไปลุยหิมะแล้วอยากวอร์มอัพร่างกายก่อน ที่นี่คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ รับรองว่าได้เหงื่อในอุณหภูมิติดลบ และได้สกิลกลับไปเต็มๆ แน่นอน

    \O.O/


    แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม